วันศุกร์ที่ 07 สิงหาคม พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

อาศรมมิวสิก: ยูโสบ หมัดหลงจิ นักกีตาร์ชาวบ้าน เรียนมหาวิทยาลัยชีวิต

 11 ก.ค. 2563 05:56 น. | หมวดหมู่ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

สุกรี เจริญสุข
นักกีตาร์วงจันทร์แรม คุณณัฐกฤตย์ เปลี่ยวจิตร์ (ไบร์ท) ได้ชักชวนคุณยูโสบ หมัดหลงจิ มาเยี่ยมที่มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ซึ่งต่างมีความตื่นเต้นกันพอสมควร เพราะเข้าใจว่าชีวิตที่ไม่เคยอยู่กับระบบใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อต้องพบปะผู้คนที่มีตัวตนและอยู่ในระบบ คุณยูโสบบอกว่า ก็ทำตัวไม่ถูก เพราะไม่ได้รู้จักอาจารย์สุกรีมาก่อน เมื่อได้คุยกันแล้ว ได้เล่นกีตาร์ ก็มีความเป็นกันเองมากขึ้นและชีวิตก็กลับเป็นปกติ
ยูโสบ หมัดหลงจิ เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2516 ฉายาว่า โรเบ็ตโต อูโน (Roberto Uno) พ่อชื่อ กอเดช แม่ชื่อ ระมะ หมัดหลงจิ บ้านเกิดที่เกาะตันหยงโป ตำบลควนขัน อำเภอเมือง จังหวัดสตูล มีพี่น้องร่วมท้องด้วยกัน 7 คน ยูโสบเป็นคนที่ 6 พี่สาวมีอาชีพทำสวน พี่ชายเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ พี่คนรองทำร้านไฟเบอร์ น้องชายทำสีรถ พี่ชายอีกคนตามมาเป็นช่างซ่อมกีตาร์ พ่อแม่มีอาชีพเป็นชาวประมง
ยูโสบ หมัดหลงจิ แฟนๆ คนดนตรีจะเรียกว่า โรเบ็ตโต อูโน ฟังดูแล้วชื่อเป็นสากลมาก ที่เรียกชื่อ โรเบ็ตโต นั้น มีเหตุผลอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือ หนึ่ง เป็นคนที่เล่นกีตาร์เก่ง สอง หน้าตาเหมือนพวกจาเมกา น่าจะอาศัยอยู่ในภูมิภาคเขตร้อนชื้น ตัวดำ หัวล้าน แบบเดียวกับพวกแขกแถบยะลา ปัตตานี เหตุผลที่สาม คือ ชื่อนั้นขายได้ มีราคามากกว่า "ยูโสบ หมัดหลงจิ" ความจริงแล้ว ยูโสบเป็นลูกชาวเล เกิดและอาศัยอยู่บนเกาะตันหยงโป ขอบทะเลอันดามัน ฝรั่งเรียกเกาะนี้ว่า "สันหลังมังกร" ยูโสบเป็นชาวประมงพื้นบ้าน
สำหรับนามสกุล หมัดหลงจิ เดิมนามสกุลแค่ "หลงจิ" ซึ่งเป็นนามสกุลที่พบตระกูล "แซ่เล้งหรือแซ่ล่ง" ปู่เป็นชาวจีน อยู่ในอำเภอสิชล นครศรีธรรมราช เมื่อย้ายไปอยู่เกาะที่สตูล มีภรรยาเป็นแขกมาเลย์ ต้องเพิ่มเติมชื่อ "หมัด" นำหน้า ซึ่งบอกความเป็นมุสลิม "หมัดหรืออาหมัด" เมื่อเติมเข้าไปในนามสกุลที่ราชการได้มอบให้ชาวเลซึ่งอาศัยอยู่บนเกาะตันหยงโป เพื่อบอกหลักแหล่งที่มาว่า นามสกุลนี้มาจากเกาะตันหยงโป ซึ่งมีนามสกุลเดียวกันหลายครอบครัวในหมู่บ้าน เกือบทั้งเกาะก็ใช้นามสกุลเดียวกัน ยูโสบ หมัดหลงจิ ได้รับการศึกษาขั้นต้น สูงสุดชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก็ต้องออกจากเกาะไปอยู่ที่อื่น
ยูโสบชอบเล่นดนตรีมาก เล่นกีตาร์แบบครูพักลักจำ ได้เริ่มเรียนกีตาร์คลาสสิกเมื่อ พ.ศ.2534 กับอาจารย์เอกชัย เรืองอนันต์ ที่โรงเรียนดนตรีสยามกลการ ที่อำเภอหาดใหญ่ สงขลา ต่อมาได้เล่นดนตรีทำมาหากินในเมืองหาดใหญ่อยู่ 6 ปี ชอบร้องเพลงสากล โดยเฉพาะเพลงฝรั่ง เนื่องจากพื้นที่เมืองท่องเที่ยวอย่างสุไหงโก-ลก เบตง ยะลา ปัตตานี หาดใหญ่ จะมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก ดังนั้น นักดนตรีในร้านอาหาร ไนต์คลับ ผับ บาร์ นิยมเล่นเพลงสากล สเปนิส โปรตุกิส หรือเพลงอังกฤษ เพื่อจะร้องเพลงเอาใจแขก เพราะเชื่อว่าพวกแขกกระเป๋าหนัก จ่ายทิปได้ดีกว่าพวกผู้ฟังไทย
เมื่อเล่นดนตรีที่หาดใหญ่อยู่ 6 ปีเศษ มีความชำนาญมากขึ้น ร้องเพลงได้ เล่นดนตรีคล่อง จึงถือโอกาสเดินตามหาฝัน ไปทำมาหากินในเมืองใหญ่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งขณะนั้นอายุ 25 ปี เล่นดนตรีเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ มีความพยายามที่จะพัฒนาตัวเอง เรียนดนตรีเพิ่มเติมไม่หยุด ฝึกซ้อมอย่างหนัก ที่สำคัญคือเรียนภาษาสเปนิส โปรตุกิส และภาษาอังกฤษ เพื่อที่จะร้องเพลงและใช้ภาษาให้ถูกต้อง ทำความเข้าใจในเพลง ซึ่งการร้องเพลงก็เป็นวิธีเรียนรู้ภาษาและเข้าใจวัฒนธรรมได้อย่างดีมากวิธีหนึ่ง
ยูโสบ หมัดหลงจิ เล่นกีตาร์เหมือนการฝึกซ้อมกีตาร์ "เล่นให้เหมือนซ้อมและซ้อมให้เหมือน เล่น" ยูโสบเล่นกีตาร์ทั้งวันทั้งคืน ลืมตาขึ้นมามือก็คว้ากีตาร์มาเล่น กีตาร์กลายเป็นหุ้นส่วนของชีวิต กีตาร์เป็นอุปกรณ์ประจำกาย เป็นอุปกรณ์ของชีวิต ขาดจากกันหรือแยกจากกันไม่ได้ การเล่นกีตาร์ของยูโสบจะเล่นไปเรื่อยๆ คนที่นั่งอยู่ด้วยจะฟังหรือไม่ฟังก็ไม่มีใครรู้สึกอะไร เพราะยูโสบเล่นกีตาร์ไม่หยุด เล่นด้วยความรู้สึกที่ดี รู้สึกสบายใจที่ได้เล่น หยุดเล่นเมื่อจะนอนหรือทำกิจกรรมอื่น
ด้วยทักษะในการเล่นกีตาร์ที่สูง ใครเห็นเป็นหลงชอบ ประกอบกับยูโสบ หมัดหลงจิ เป็นคนที่เสียงดี ร้องเพลงได้ไพเราะกินใจ เป็นคนเปิดเผย ใจกว้าง และเป็นมิตรกับทุกคน ทำให้เป็นที่รู้จักของมิตรรักแฟนเพลง โดยเฉพาะผู้ชื่นชอบฟังเสียงกีตาร์และเสียงร้องของเขา เมื่อมีงานเลี้ยงในสถานทูตสเปน ยูโสบก็ได้รับเชิญให้ไปแสดง บางครั้งต้องเล่นประกอบนักเต้นระบำสเปนิส
ชื่อ ยูโสบ หมัดหลงจิ เป็นชื่อที่ไม่มีใครรู้จัก ต้องค้นหาชื่อของ โรเบ็ตโต อูโน (Roberto Uno) จึงจะพบผลงานเพลงทั้งที่ร้องหรือเล่น ยูโสบเขียนเพลงเอง เล่นเอง และร้องเอง มีความสามารถรอบตัว มีรายการแสดงตามร้านอาหาร โรงแรมหรู เทศกาลดนตรี ซึ่งยูโสบจะเล่นเพลงทุกชนิด ตั้งแต่เพลงบรรเลง เพลงร้องเพลงไทยเก่า เพลงสากล ยูโสบร้องเล่นกีตาร์เพื่อทำมาหากิน มีอาชีพเป็นนักดนตรีและเป็นนักร้องในตัวคนเดียว มีความคล่องตัวสูงเพราะไม่ต้องหานักร้อง ไม่ต้องหานักดนตรี และที่สำคัญก็คือ ไม่ต้องแบ่งค่าตัวให้ใคร ทำงานคนเดียว ไม่มีภาระครอบครัว พอใจกับค่าตัวที่ได้ก็เล่นต่อไป
ยูโสบ หมัดหลงจิ เป็นนักดนตรีอาชีพที่ไม่มีรูปแบบ ไม่มีตัวตน ไม่ต้องวางตัวหรือวางมาด พอใจก็ทำ ไม่พอใจก็รู้สึกเฉยๆ คือไม่ทำ อยู่ง่ายสะดวกสบาย เมื่อตกลงว่าจะเล่นที่ไหน เล่นกี่ชั่วโมง มีค่าตอบแทนที่พอใจกันทั้ง 2 ฝ่าย ยูโสบจะไปตรงเวลา เล่นเสร็จก็กลับบ้านพัก ชีวิตวนเวียนอยู่กับการแสดง ห้องอาหาร โรงแรม โดยไม่มีผู้จัดการ ไม่มีฝ่ายการตลาด ไม่มีฝ่ายประชาสัมพันธ์ และไม่มีครอบครัว
แรกเห็นที่พบโดยสายตา ก็เข้าใจว่าเป็นพวกนักดนตรีจากจาเมกา แต่พอรู้ว่าเป็นพวกชาวเล อาศัยบนเกาะทะเลอันดามันก็เข้าใจได้ เมื่อถามถึงเพลงชาวเล เพลงรองเง็ง เพลงพวกยิปซีทะเล ยูโสบ กลับไม่รู้และไม่ได้เพลง บอกเพียงว่าเคยเห็นผู้เฒ่าเล่นกัน ถึงตอนนี้ก็ไม่ได้เพลงเลย ซึ่งได้ให้การบ้านกับยูโสบ ให้ไปหาเพลงชาวเลมาเล่นบ้าง นำเพลงชาวเลมาเผยแพร่ให้แก่คนเมือง เพลงชาวเลจะบอกเรื่องราวและวิถีชีวิต เพลงจะช่วยให้ชาวเลเป็นที่รู้จักมากขึ้น ได้สืบทอดมรดกเพลงเพื่อให้ลูกหลานได้เข้าใจชีวิตชาวเลด้วย
เมื่อได้ฟังเสียงกีตาร์ของยูโสบแล้วก็อึ้ง นึกถึงสภาพเด็กชาวเกาะ เติบโตในทะเล เรียนรู้ชีวิตในการหาปลา เรียนโรงเรียนแค่ชั้นประถม เล่นกีตาร์อย่างชาวยุโรป ร้องเพลงสเปนิส โปรตุกิส ซึ่งทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าเป็นเจ้าของวัฒนธรรมร้องเอง หากไม่พูดภาษาไทย ไม่พูดภาษาปักษ์ใต้ ก็ไม่เชื่อว่าเป็นชาวเล
ยูโสบ หมัดหลงจิ ได้รับเชิญให้เป็นกรรมการประกวดกีตาร์ในทุกสำนักและทุกเวที โดยอาศัยฝีมือนำทาง ทั้งที่ไม่มีใบปริญญาดนตรีชนิดใดรองรับ เป็นเรื่องฝีมือของเขาล้วนๆ เมื่อได้สัมผัสฝีมือของยูโสบ หมัดหลงจิ ทำให้การศึกษาดนตรีในโรงเรียนมีความหมายด้อยลง ทำให้การเรียนดนตรีถูกมองข้ามไปหมด ฝีมือของยูโสบสามารถจูงจิตใจผู้ฟังให้หลงรักเสียงดนตรี ชื่นชอบบทเพลงที่เขาเล่นทันที
ยูโสบ หมัดหลงจิ ไม่ได้มีกีตาร์ประจำตัว หาเอาข้างหน้า "เซียนที่ไม่มีกระบี่" มีช่างทำกีตาร์มอบให้เล่นทดลองให้ลูกค้าดู โดยธรรมชาติของยูโสบแล้ว เขาจะหยิบจับกีตาร์ตัวไหนเล่นก็ฟังเสียงดีหมด เสียงดังไพเราะ เพราะว่า ยูโสบ หมัดหลงจิ เป็นนักกีตาร์ขั้นเทพไปแล้ว
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ผมได้ชวนยูโสบ หมัดหลงจิ ไปเล่นกีตาร์ในห้องที่เชื่อว่ามีระบบเสียงดีที่สุดที่บริษัทสยามดนตรียามาฮ่า ปทุมวัน ซึ่งเป็นห้องที่สามารถปรับระบบเสียงให้เป็นห้องชนิดต่างๆ ได้ มีวิศวกรเสียงที่ทำห้องแสดงดนตรี มีสถาปนิกศิลปินแห่งชาติ ผู้ออกแบบห้องแสดงและห้องบันทึกเสียงดนตรี มีนักดนตรีคอยฟังเสียงที่ยูโสบ หมัดหลงจิ เล่นเพื่อพิสูจน์เสียงและเป็นพยานว่าเสียงที่ออกมาเป็นห้องที่เสียงดี
โรคระบาดโควิด-19 ทำให้ระบบห้องบันทึกเสียง ระบบเสียง การแสดงของนักดนตรีเปลี่ยนไป โอกาสที่จะมีวงดนตรีขนาดใหญ่มีผู้ชม 1,500-2,000 คน เกิดขึ้นได้ยาก ทุกฝ่ายยังหวาดกลัวโรคกันอยู่ แม้การจัดแสดงดนตรีในสนามฟุตบอลก็เป็นไปได้ยาก แต่ละคนจะต้องมีพื้นที่ห่างกัน 1.5 เมตร หากมีผู้ชม 1 พันคน ก็ต้องใช้พื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร ระบบแสงเสียง คนทำงาน ระบบความปลอดภัย ต้องใช้งบประมาณในการจัดการจำนวนมาก ที่สุดแล้ว คนจัดขาดทุน คิดแล้วอยู่เฉยๆ จะคุ้มกว่า ซึ่งเป็นจุดจบของโลกดนตรีในอดีต
ทางออกก็เหลือการแสดงออนไลน์ ห้องแสดงก็ต้องดีมาก ระบบแสงเสียง ระบบเทคโนโลยีก็ต้องดีมากเช่นกัน การแสดงในโอกาสต่อไปนี้ ศิลปินจะแสดงเพื่อให้ชาวโลกดู ไม่ได้แสดงเพื่อคนอยู่ใกล้อีกต่อไป แต่เป็นการแสดงเพื่อคนที่อยู่ไกล สัมผัสไม่ถึงตัว ไม่สามารถซื้อตั๋วผ่านประตูเพื่อดูการแสดงดนตรี
เมื่อเป็นการแสดงดนตรีเพื่อชาวโลก นักดนตรีจะต้องเก่งมาก มีความเป็นต้นฉบับ เพลงที่แสดงจะต้องดี มีจุดขาย มีระบบเสียงและเทคโนโลยีที่ดี เพื่อจะขายเสียงให้ชาวโลก เมื่อเชื่อมโลกด้วยเทคโนโลยี นักดนตรีก็เชื่อมโลกและสื่อสารกับผู้ฟังด้วยฝีมือเท่านั้น
ยูโสบ หมัดหลงจิ เป็นนักกีตาร์ชาวบ้านที่สามารถเสนอผลงานต่อชาวโลกได้ วันนี้โอกาสของยูโสบมาถึงแล้ว การทำเรื่องกระจอกๆ ให้โลกรู้จักนั้น เป็นความจำเป็นและเป็นความอยู่รอดด้วยฝีมือ การนำบทเพลงที่เล่นจนเปื่อยแล้ว ใส่วิญญาณเล่นได้ทุกรูปแบบ การเล่นเพลงท้องถิ่น เพลงของตัวเอง จากฝีมือนักกีตาร์ชาวบ้าน มีบุคลิกที่เป็นคนท้องถิ่น เรียนมหาวิทยาลัยชีวิต โดยใช้ชีวิตเป็นมหาวิทยาลัย ประกอบกับความเป็นสากลของเสียงดนตรี
รวมกันแล้วสามารถที่ขายยูโสบ หมัดหลงจิ ให้แก่ชาวโลกได้เป็นอย่างดี

บรรยายใต้ภาพ
สถาปนิกผู้ออกแบบห้องแสดง ชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ นั่งชื่นชม ยูโสบ หมัดหลงจิ ที่เล่นกีตาร์ให้ศิลปินแห่งชาติฟัง
เกาะตันหยงโป บ้านเกิดของยูโสบ หมัดหลงจิ ฝรั่งเรียกว่า สันหลังมังกร

ที่มา: นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 12 ก.ค. 2563 (กรอบบ่าย)
News Code: g:matichon g:agency g:paper g:mati p:mtcd v:paperl

Comment
Related