วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ศอ.บต.ส่งเสริมทางเลือกใหม่ให้เกษตรกร

 09 มิ.ย. 2564 05:17 น. | หมวดหมู่ เศรษฐกิจ และการสร้างรายได้
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
หมดเวลาที่จะอยู่กับสภาพเดิม ๆ หมดเวลาที่ย่ำเท้าอยู่กับที่ ถ้าไม่มีการพัฒนา ไม่มีอาชีพใหม่ ไม่มีการใฝ่รู้ และไม่มี "นวัตกรรม" ใหม่ ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า ทุกครัวเรือนก็จะมีคำว่าแย่ลง ที่จนอยู่แล้ว ก็ยิ่งจนลง ดังนั้นการที่จะให้ชีวิตดีขึ้น ครอบครัวมีคุณภาพมากขึ้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับวิถีชีวิตของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีวิถีเดิม ๆ อยู่กับการเกษตร ทำสวนยางพารา ทำไร่ ทำนา ปลูกไม้ผลจำพวกเงาะ, ลองกอง, มังคุด, ทุเรียน และอื่น ๆ ซึ่งต้องพึ่งพากลไกต่าง ๆ ของต่างประเทศ โดยมีพ่อค้าคนกลาง เป็นผู้กำหนดราคา และกลุ่มทุนในต่างประเทศเป็นผู้ถือ "กลไก" ของการตลาดเช่นราคายางพาราและราคาปาล์มน้ำมัน ที่หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลต้องอาศัยการ "ประกันราคา" เพื่อให้เกษตรกร "อยู่ได้" โดยที่อยู่แบบ "พออยู่พอกิน" ถ้าไม่มีการ "ประกันราคา" อาชีพทำสวนยาง สวนปาล์ม ก็จะเป็นอาชีพที่มีรายได้ต่ำกว่าต้นทุน เช่นเดียวกับเงาะ มังคุด ลองกอง ที่เมื่อถึงฤดูกาลของผลผลิต จะเห็นว่ากระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ต้องวิ่งหาตลาดกันจ้าละหวั่น ต้องใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อระบายสินค้า เป็นการช่วยเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตในราคาที่คุ้มทุน
ดังนั้นจึงมีเพียงการทำสวนทุเรียนเท่านั้น ที่วันนี้เกษตรกรทั้งรายเล็ก รายใหญ่ ได้รับ "อานิสงส์" จากตลาดประเทศจีน ที่มีความต้องการมากขึ้น ทำให้สวนทุเรียน "ลืมตาอ้าปาก" กลายเป็นเศรษฐีใหม่ แต่การทำสวนทุเรียน ใช่ว่าเกษตรกรทุกคนจะทำได้ เพราะเป็นพืชที่ต้องใช้เงินลงทุน ต้องมีความรู้ด้านวิชาการ และทุนหมุนเวียนในการบำรุงรักษา ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีทุนเท่านั้น ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่มี พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยู รั้งตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. ได้ระดมบุคลากร องค์กร ทั้งภาครัฐ, เอกชน สถาบันการศึกษา ศึกษาในเรื่องพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ เพื่อเป็นอาชีพใหม่ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในการเป็นอาชีพที่ "คุ้มค่า คุ้มทุน" ให้ผลผลิตที่ "ยั่งยืน" และเป็นอาชีพที่สร้างงาน สร้างรายได้ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น
พืชเกษตรชนิดใหม่คือ "ไผ่" ซึ่งเป็นพืชที่เกษตรกรรู้จักดี และเติบโตอยู่ในทุกพื้นที่ และเป็นพืชที่กลุ่มทุนผู้สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลมีความต้องการเพื่อใช้เป็นพลังงานในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งขณะนี้มีโรงงานไฟฟ้าชีวมวลก่อสร้างเสร็จแล้วในพื้นที่ของ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา 15 โรง และในแผนงานการพัฒนาพลังงานเพื่อความมั่นคงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังจะมีโรงงานไฟฟ้าชีวมวลที่จะเกิดขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง
พล.ร.ต.สมเกียรติ กล่าวว่า ศอ.บต. ได้มีการส่งเสริมให้ปลูกไผ่ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่ และเหมาะสมกับการเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สามารถป้อนให้กับโรงงานไฟฟ้าชีวมวล และนำไปแปรรูปในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น พันธุ์กิมซุง, ซางหม่น ซึ่งขณะนี้มีการปลูกในพื้นที่ ต.สะเตงนอก อ.เมือง และในพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา ไปแล้ว กว่า 10,000 ไร่ มีการตัดต้นไผ่เป็นผลผลิตสู่ภาคอุตสาหกรรมไปแล้วเป็นการ "นำร่อง" จนมั่นใจว่า "ไผ่" คือพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ ศอ.บต. จะส่งเสริมให้เป็น "ทางเลือก" ของเกษตรกร นอกจากกาแฟ, โกโก้, ทุเรียน ที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้มากกว่ายางพารา และไม้ผล เช่น ลองกอง เงาะ มังคุด เป็นต้น
โรงไฟฟ้าชีวมวล 15 โรง รวม 203 เมกะวัตต์ ต้องการใช้เชื้อเพลิงปีละ 2.1 ล้านตัน โรงไฟฟ้าชีวมวล 1 โรง ต้องใช้เชื้อเพลิง 6,500 ตัน/วัน สำหรับการปลูกไผ่ ซึ่งถ้าทำตามหลักวิชาการ ทั้งในเรื่องพันธุ์ เรื่องการดูแล จะมีผลผลิต 15 ตัน/ไร่/ปี และราคาในปัจจุบัน สามารถขายได้ตันละ 1,200-1,500 บาท
ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีพื้นที่รกร้าง ที่ถูกทิ้งจำนวนเกือบ 300,000 ไร่ ซึ่งขณะนี้ ศอ.บต. ร่วมกับวิสาหกิจชุมชน ทำสัญญากับโรงไฟฟ้า เพื่อเป็นหลักประกันกับเกษตรกรผู้ที่ปลูกไผ่ในเรื่องราคาและการตลาด โรงไฟฟ้าแต่ละโรงมีอายุการใช้งาน 20 ปี และที่สำคัญกระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการสร้างโรงสับไม้ไผ่ในพื้นที่อีก 6 แห่ง ซึ่งจะเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ และทั้งหมดคือความ พยายามของ ศอ.บต. ใน "มิติ" ของการพัฒนาที่จะต้องทำให้อาชีพเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเป็นอาชีพที่ "มั่นคง" และ "ยั่งยืน" สามารถ "ลืมตาอ้าปาก" ด้วยตนเอง และรัฐบาลจะไม่ต้อง "ประกันราคา" ผลผลิต เพื่อช่วย "ต่อลมหายใจ" อย่างที่เป็นมาแล้วในรอบหลายสิบปี.

บรรยายใต้ภาพ
พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร

ที่มา: นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 10 มิ.ย. 2564 (กรอบบ่าย)
News Code: g:dailynews g:agency g:paper p:dnd v:paperl

Comment