วันอาทิตย์ที่ 07 มีนาคม พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

คอลัมน์ ในความเป็นไป: การเรียนภาษาจีนในสมัยก่อน (1)

 20 ก.พ. 2564 02:49 น. | หมวดหมู่ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

โดย... วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ผมก็เหมือนลูกจีนคนอื่นๆ ที่เมื่อยังเด็กนั้น ทางบ้านจะส่งเข้าโรงเรียนจีนเพื่อให้เรียนภาษาจีนในโรงเรียนจีนของจังหวัด โรงเรียนจีนที่ผมเรียนคือ โรงเรียนจ้องฮั้ว โรงเรียนนี้ตั้งเมื่อ ปี 2461 ในอำเภอเมืองของจังหวัดปัตตานี และเปิดการเรียน การสอนเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หรือที่เรียกกันสั้นๆ ในสมัยนั้นว่า ป.สี่ ตามที่กฎหมายกำหนดเอาไว้
ดูจากชื่อโรงเรียนแล้วผมไม่แน่ใจว่าชื่อนี้ออกเสียงเป็นภาษาจีนกลางหรือภาษาจีนถิ่นใด ด้วยถ้าเป็นจีนกลางจะออก เสียงว่า จงฮว๋า หรือ จงหัว ดังนั้น หากออกเสียงเป็นจีนกลางว่า จ้องฮั้ว ก็แสดงว่าออกเสียงเพี้ยน ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เพราะในสมัยก่อนเวลาที่ชาวจีนโพ้นทะเลไปติดต่องานกับทางราชการนั้น หากจะต้องมีการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนเป็นภาษาไทยแล้ว ข้าราชการที่เป็นคนทำเรื่องอาจฟังไปอีกแบบแล้วเขียน ออกมาดังที่เห็นก็ได้
และคงเพราะความเป็นเด็ก ตลอดเวลาที่เรียนอยู่นั้นพวกเราจะรู้จักและจำชื่อครูจีนแต่ละท่านได้ก็แต่นามสกุล (แซ่) เท่านั้น ถ้าเป็นครูไทยก็จะจำและเรียกได้แต่ชื่อโดยไม่รู้นามสกุล ถ้าเป็นครูจีนเท่าที่จำได้จะมีครูจวง ครูหวัง ครูจัง ครูฟั่น ครูเวิน ครูหลี่ ครูซู ครูเฉิน ครูทัง และครูหลิน
ครูสองท่านหลังนี้ผมไม่ได้เรียนกับท่าน เพราะท่านเข้ามาตอนที่ผมเรียนปีสุดท้ายแล้ว แต่ที่จำได้ดีคือ ครูหลินมีฝีมือในทางเขียนภาพแบบจีนได้ดีมาก เล่ากันว่า หลังจากที่ผมจบออกไปแล้ว ท่านได้สอนนักเรียนให้วาดภาพแบบจีนด้วย ผมซึ่งเป็นคนที่ชอบวาดภาพมาแต่เด็กให้รู้สึกเสียดายมากที่ไม่มีโอกาสได้เรียนกับท่าน
ส่วนครูไทยก็มีครูอนงค์ ครูเจ๊ะฮามิด้ะห์ (ท่านเป็นมุสลิม ชื่อนี้หากสะกดผิดต้องกราบขออภัยด้วย) ครูสมนึก ครูรัชนี (หรือพัชนี? เป็นมุสลิมเช่นกัน) และครูกาญจนา ครูไทยที่เอ่ยชื่อมานี้ล้วนเป็นครูประจำชั้นของผมตั้งแต่ชั้นเตรียมประถมศึกษาหรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ป.เตรียม จนถึง ป.สี่ ตามลำดับ
ที่สำคัญ จนเมื่อปีกลาย (2563) ที่ผ่านมา เพื่อนปัตตานีบอกผมว่าครูกาญจนายังคงอยู่ที่ปัตตานีด้วยวัยปลายๆ เก้าสิบปีแล้ว
อันที่จริงแล้วตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้น ป.สี่ นั้น ได้มีเรื่อง อื้อฉาวเกิดขึ้นในโรงเรียนอยู่เหมือนกัน แต่เอาไว้ค่อยเล่าคราวต่อๆ ไป ส่วนคราวนี้ตั้งใจเขียนเฉพาะประเด็นการเรียนการสอนภาษาจีน สาเหตุที่เขียนก็เพราะได้เห็นการเรียนการสอนใน ปัจจุบันแล้วเห็นว่าต่างจากอดีตอย่างมาก แต่จะต่างอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ผมต้องว่ากันต่อไป
กล่าวคือ ในอดีตการเรียนการสอนภาษาจีนหรือภาษาชาติอื่นใดก็ดี ศาสตร์หรือความรู้ที่ว่าด้วยการสอนภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่สองยังไม่เกิด ความรู้ทางด้านนี้หมายถึงว่า ถ้าเราเป็นคนไทยที่ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันตามปกติ ภาษาไทยที่เราใช้จะนับเป็นภาษาที่หนึ่ง แต่หากเราต้องเรียนภาษาต่างชาติ ภาษาใดภาษาหนึ่ง (หรือมากกว่านั้น) ภาษาต่างชาติที่เราเรียน จะนับเป็นภาษาที่สอง
การเป็นภาษาที่สองย่อมแสดงว่าเราไม่ใช่เจ้าของภาษา การที่จะสอนภาษาที่สองจึงควรมีศาสตร์เฉพาะที่สอนให้กับผู้เรียนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษาด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจภาษาที่สองนั้นได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น ศาสตร์หรือความรู้นี้ในด้านหนึ่งจึงคล้ายกับเทคนิคพิเศษในการสอนนั้นเอง
ผมไม่มีความรู้ในศาสตร์นี้ รู้เพียงว่า ตั้งแต่มีศาสตร์หรือความรู้นี้เป็นต้นมา การเรียนการสอนภาษาต่างประเทศให้กับคนที่ไม่ใช่เจ้าของภาษามีความก้าวหน้าอย่างมาก ว่ากันว่า เขาสามารถใช้เวลาสอนเพียงหกเดือนผู้เรียนก็สามารถสื่อสารในระดับพื้นฐานได้แล้ว
เห็นแล้วก็ให้รู้สึกอิจฉาคนปัจจุบันอย่างมาก ถ้าเกิดช้าสักหน่อย ภาษาจีนของผมก็น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้เป็นแน่แท้
ถ้าเช่นนั้นแล้วสมัยที่ผมเรียนภาษาจีนนั้น เขาสอน กันอย่างไร จะว่าไปแล้วก็รู้สึกโหดมากและได้แต่ถามตัวเองว่า เรารอดปากเหยี่ยวปากกามาได้อย่างไร
สมัยที่ผมเรียนนั้น ครูผู้สอนจะใช้ตำราที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ตอนเริ่มเรียนชั้นเตรียมประถมศึกษาหรือ ที่เรียกกันสั้นๆ ในสมัยนั้นว่า ป.เตรียม (เทียบได้กับอนุบาล ในปัจจุบัน) ตำราหนึ่งบทจะมีหนึ่งตัวอักษร ที่จำได้แม่น คือ เหญิน โส่ว เถียน อี หั่ว สุ่ย ซัน ฯลฯ หมายถึง คน มือ นา เสื้อ ไฟ น้ำ ภูเขา...ตามลำดับ
พอขึ้นชั้น ป.หนึ่ง ในหนึ่งบทก็จะมีตัวอักษรเพิ่มขึ้น บทแรกๆ จะมีสามหรือสี่ตัวอักษร และจะเพิ่มมากขึ้นในบท ต่อๆ ไป แต่เท่าที่จำได้จะไม่เกิน 20 ตัวอักษร การเพิ่มขึ้นของ ตัวอักษรจึงควบคู่ไปกับการเรียนชั้นเรียนที่สูงขึ้น จนถึง ป.สี่ ผมก็นับไม่ถูกแล้ว รู้แต่ว่าหลายสิบตัวอักษร
ส่วนที่ว่าโหดนั้นก็คือ การท่องจำ
ครูจีนในสมัยที่ผมเรียนนั้น พอสอนไปหนึ่งบทก็จะให้นักเรียนกลับไปท่องจำเป็นการบ้าน ครั้นวันต่อมาก็จะชี้แบบสุ่มไปยังนักเรียนคนใดคนหนึ่งให้มาท่องบทเรียนนั้นที่หน้าชั้น ใครท่องไม่ได้จะถูกตีก้นด้วยไม้เรียว
จากเหตุนี้ ผมและเพื่อนนักเรียนด้วยกันจึงมีการบ้าน แบบนี้แทบทุกวัน กลับถึงบ้านทำการบ้านวิชาอื่นเสร็จแล้วก็ยังต้องมาท่องบทเรียนที่ว่าอีก ซึ่งนับว่าโหดเอาการอยู่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็ท่องกันมาแทบทุกคน คนที่ไม่ได้ท่องมาแล้วโชคร้ายถูกเรียกให้ท่องหน้าชั้นนั้น มักจะเป็นคนที่เรียนอ่อนและมักโดนหวดก้นเป็นประจำ
ที่จำได้คือ แม้ไม่มีใครอยากจะถูกหวดก้นก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครที่บ่นหรือไม่พอใจการถูกทำโทษเช่นนั้น คือไม่มีใครเปราะบาง และทุกวันนี้ต่างก็ได้ดิบได้ดีกันหมด บางคนที่โดนหวดมากกว่าผมเดี๋ยวนี้รวยเป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้านก็หลายคน ส่วนผมที่โดนหวดน้อยก็กินเงินบำนาญไปเรื่อยๆ
นอกจากความโหดดังกล่าวแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่นับ เป็นความโหด แต่เป็นปัญหาข้อจำกัดในการสอนโดยตรง นั่นคือ ครูผู้สอน ด้วยในสมัยนั้นครูผู้สอนมักเป็นชาวจีนโพ้นทะเล มีบางท่านเป็นชาวจีนโพ้นทะเลรุ่นที่สอง ครูทั้งสองรุ่นนี้จะมี จำนวนพอๆ กัน
ส่วนปัญหาข้อจำกัดที่ว่าก็คือ การออกเสียงภาษาจีนกลาง เพราะมีครูผู้สอนบางท่านติดภาษาถิ่นของตน เวลาออกเสียงจีนกลางเสียงมักจะเหน่อ ถ้านักเรียนคนใดติดหรือจำเสียงที่ว่าไปก็จะเหน่อไปด้วย หรือไม่ก็สับสนว่า ทำไมครูท่านหนึ่งออกเสียงอย่างหนึ่ง แต่ครูอีกท่านหนึ่งออกเสียงอีกอย่างหนึ่ง
ส่วนเสียงที่ว่าเหน่อนั้นเป็นอย่างไร ผมขอยกตัวอย่างมาให้เห็นสักตัวอย่างคือ ตอนเช้าหลังจากเคารพธงชาติแล้วครูจีน มักจะขึ้นมาแจ้งข่าวให้นักเรียนทราบ วันไหนไม่มีข่าวก็จะให้โอวาทแก่นักเรียนพอประมาณ
ทุกครั้งที่ขึ้นพูดบนแท่นที่ยกสูงหน้าเสาธง ครูจีนจะกล่าวทักทายเป็นภาษาจีนก่อนว่า นักเรียนทั้งหลาย ประโยคนี้เสียงจีนกลางจะออกว่า เก๋อเว่ยถงเสีว์ย แต่มีครูจีนท่านหนึ่งออกว่า เกอเว้ยถ่งแซ
เสียงเหน่อดังกล่าวเป็นเหน่อจีนฮากกา หรือจีนแคะ เพราะตัวท่านเป็นจีนแคะ กระนั้น ปัญหานี้มีที่มาจากความขาดแคลนครูจีนมากกว่าอื่นใด บางคนเป็นครูอยู่ดีๆ ก็ลาออกไปทำมาค้าขายก็มี
สำหรับผมแล้วเชื่อว่า ตัวครูจีนเองท่านก็รู้ว่าตัวว่าออกเสียงเช่นไร แต่ด้วยความขาดแคลนครูจีนในสมัยก่อน ผมจึงถือว่า ครูจีนเหล่านี้เสียสละอย่างมาก เหมือนกับตอนที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อกว่า 40 ปีก่อนนั้น เรื่องเกี่ยวกับจีนเป็นเรื่องสำคัญที่นิสิต-นักศึกษาพึงรู้ แต่ด้วยเหตุที่ขาดแคลนอาจารย์ที่ รู้เรื่องจีนดีมาสอน อาจารย์ที่ไม่รู้สอนจึงอาสามาสอน จากเหตุนี้ เวลาที่ท่านอ่านหรือเขียนคำทับศัพท์ภาษาจีนจึงมีที่ผิดอยู่เสมอ
ทั้งนี้ เพราะท่านไม่รู้ภาษาจีน แต่อ่านผ่านตัวโรมันแบบอ่านภาษาอังกฤษ เสียงอ่านหรือตัวเขียนจึงไม่ตรงกับภาษาจีนกลาง
แต่ผมก็ถือว่าอาจารย์ผู้สอนมีความเสียสละสูงมาก เพราะคงไม่มีใครหรอกที่อยากจะมาสอนเรื่องที่ตนมิได้รู้ดีให้ทรมานใจไปเปล่าๆ
นอกจากการท่องจำและการออกเสียงจีนกลางที่มีข้อจำกัดดังกล่าวแล้ว การเขียนพู่กันจีน ก็เป็นอีกหนึ่งวิชาที่ต้องเรียนกัน วิชานี้ไม่โหดอะไร แต่อึดอัดเสียมากกว่า เพราะการจับพู่กันจีนแล้วเขียนให้งามนั้น มือจะต้องเที่ยงและมั่นคงมาก จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมีสมาธิและพลังลมปราณที่ดีด้วย
แต่ด้วยเหตุที่จะเขียนให้สวยนั้นยาก ผมจึงคิดแบบเด็กว่า ถ้าจะให้สวยจริงทำไมเราไม่ทำด้วยวิธีง่ายๆ เล่า นั่นคือ เอาดินสอจุ่มหมึกแล้วเขียนลงไป เนื่องจากดินสอมันแข็ง พอเขียนลงไปจะบังคับยังไงก็ย่อมได้ ตัวอักษรที่ออกมาจึงดูสวยงาม
และในระหว่างที่ผมกำลังทำเช่นนั้นด้วยความภูมิใจในความฉลาดของตนอยู่นั้น ฉับพลันทันใดหัวผมก็สั่นสะท้านสะเทือนจากแรงตบของครูที่เดินตรวจแล้วมาเห็นเข้า ผมจำไม่ได้ว่าตัวเองร้องไห้หรือเปล่า จำได้แต่ว่าเข็ดจนตายนับแต่วันนั้น
แต่นึกทีไรก็ให้ขำทุกที ว่าคิดไปได้ยังไงที่เอาดินสอมา จุ่มหมึกเขียนแทนพู่กันเป็นลายสือจีน.

ที่มา: นสพ.ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 20 - 26 ก.พ. 2564
News Code: edu g:manager g:agency g:paper p:asms v:paperl

Comment