วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

รอยเท้านักเดินทาง: วันนี้...ที่ปัตตานี

 01 ส.ค. 2563 03:37 น. | หมวดหมู่ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

เรื่องและภาพ : สิรินทร์ วงศ์พานิช
สำหรับผู้มาจากกรุงเทพฯ ข่าวก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การมาเที่ยวปัตตานีครั้งแรกนี้ ตื่นเต้นเป็นพิเศษ...
ฝนพรำ ๆ ตอนเราออกเดินทาง และ เป็นสัญญาณว่าเราได้ถึงจังหวัดปัตตานี คือการเริ่มเห็นด่านตรวจของทหารอย่าง เต็มรูปแบบ เป็นด่านตรวจแบบมีบังเกอร์ เจ้าหน้าที่ใส่ชุดทหารลายพราง พร้อมอุปกรณ์ครบมือ ซึ่งเราจะต้องลดกระจกลงและตอบคำถามของเจ้าหน้าที่ทุกครั้งไป
เท่าที่อ่านมา ปัตตานีเป็นอีกเมืองไทยที่สวยงามน่าเที่ยว เราได้ยินชื่อ วังยะหริ่ง มัสยิดกลางปัตตานี ที่เก่าแก่สวยงาม ศาลเจ้า แม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่มีประวัติเกี่ยวพันกับ มัสยิดกรือเซะ นอกจากนั้นในแผนที่ เรายังเห็น แหลมตาชี ที่มีรูปร่างโค้งสวยงามสมควรแก่การไปเช็คอินมากที่สุด และ แม้ว่าปัตตานีจะเป็นจังหวัดที่คนท้องถิ่นนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่ เราเห็นก็คือชาวจีน ชาวไทย ก็อยู่ร่วมกัน ในจังหวัดนี้มานมนาน นอกจากศาลเจ้าแม่ ลิ้มกอเหนี่ยวที่เป็นสัญลักษณ์ของชาวไทยเชื้อสายจีน จังหวัดปัตตานียังมี วัดช้างให้วัดไทยเก่าแก่อายุกว่า 300 ปี ที่เป็นอีกตำนาน เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด อีกด้วย
จะบอกว่าเราไปปัตตานีในโอกาสดีมาก (ประชด) คือไปในช่วงที่มีประเพณีสาร์ทไทย (ประเพณีชิงเปรต) ดังนั้น ร้านรวงประจำท้องถิ่นเช่น ร้านราดหน้าสุดอร่อย ร้านโรตีชาชัก ร้านกาแฟกิ๊บเก๋ของจังหวัดที่เราอยากไปลอง ก็ปิดพักผ่อนกันหมดทุกร้าน แต่ยังดีที่ว่า เราได้ไปชมวังยะหริ่งที่ได้ยินชื่อมานาน สถานที่จริงสวยงามร่มรื่น และยังได้เจอกับลูกหลานของเจ้าเมืองยะหริ่ง เป็นผู้นำชมด้วย ในวันนั้น
เรือนไม้งาม...วังยะหริ่ง
วังยะหริ่ง สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นที่ประทับของเจ้าเมืองยะหริ่ง หรือ
เจ้าประเทศราชเมืองยะหริ่ง อันดับที่ ๓ หรือ พระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดีศรีสุรสงครามที่เรียกว่าเจ้าเมืองประเทศราช ก็เพราะว่า ในช่วงเวลานั้น รวมทั้งในอดีต เมืองยะหริ่งที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวงของไทย เป็นประเทศราช ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ที่เคยเป็น เครื่องราชบรรณาการประจำปี ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ยังอยู่ในวังนี้ แม้ว่าปัจจุบัน มณฑลปัตตานีในอดีตจะจัดให้เป็นสามจังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อย่างเช่นปัจจุบัน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๖
วังยะหริ่งเป็นเรือนไม้กึ่งปูนสองชั้น สถาปัตยกรรมเป็นพื้นเมืองภาคใต้ผสมยุโรป บานประตูหน้าต่างกรุลวดลายที่ให้ทั้งความสวยงาม และให้ลมพัดผ่านเพื่อความเย็นสบาย บันไดโค้งด้านหน้าทางเข้าเป็นจุดถ่ายรูปสำคัญบันไดนี้ทอดขึ้นมายังห้องรับรองอันโอ่โถง ชั้นสอง เหนือประตูทางเข้ากรุด้วยกระจกย้อมสีสวยงามมาก
จากห้องรับรองด้านหน้ามองเห็นสวนภายในกลางพื้นที่ ที่รายล้อมด้วยตัวบ้านและระเบียงทางเดิน ปัจจุบัน วังยะหริ่งแม้ว่าจะเป็นมรดกของชาติ แต่อยู่ในการดูแลส่วนตัวของลูกหลานพระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดี ศรีสุรสงคราม ซึ่งปัจจุบันทุกท่านก็ยัง อยู่อาศัยที่นี่
สถานที่นี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย การได้พูดคุยกับเจ้าของวัง ถือเป็นโอกาสดีเยี่ยมในการถามคำถามเกี่ยวกับพื้นที่ ผู้คน และสังคมตรงนี้ ที่อยู่ไกลและไปยากสำหรับเราชาวกรุงเทพฯ วังยะหริ่งเปิดให้เข้าชมทั้งแบบส่วนตัวและเป็นหมู่คณะ ติดต่อนัดหมายกับ ทางวังได้เลย (โทร.08 2820 0277 คุณเจ๊ะน่า พิพิธภักดี (พี่นา) เป็นหลานสะใภ้ รุ่นที่ 6 ของ พระยาพิพิธเสนามาตยาธิบดี ศรีสุรสงคราม)
ออกจากวังยะหริ่ง เราแวะเช็คอินที่ ปลายแหลมตาชี หากดูในแผนที่ คุณจะ เห็นว่าเป็นการเที่ยวแหลมที่มีพื้นที่ออกจะดรามาติกมาก ความโค้งสวยงามของพื้นที่แหลม ที่มีความแหลมเรียวยื่นออกไปในทะเล เป็นความน่าตื่นเต้น บวกกับการที่มีจุดตรวจของนายทหารเป็นระยะ ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าเป็นการเที่ยวที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตเลย ก็ว่าได้
จะบอกว่าในความงามความดิบและความเงียบสงบของแหลมตาชี มันคือ ความน่าตื่นเต้นเหมือนเราได้มาใน no man's land ที่นี่ไม่มีนักท่องเที่ยว ต่างเมือง ไม่มีโรงแรม ไม่มีร้านอาหาร ผับบาร์ในรูปแบบที่เราคุ้นเคย ที่ปลายสุด มีเรือประมงจอดอยู่จำนวนหนึ่ง และ คนท้องถิ่นที่ขับรถมานั่งกินลมชมวิว เป็นชีวิตท่ามกลางธรรมชาติในวันธรรมดาวันหนึ่งของเขานั่นเอง
มัสยิดกลางปัตตานี,เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ...ยึดเหนี่ยวจิตใจ
มาถึงปัตตานี แน่นอนว่าอาหมวย อย่างดิฉันต้องไปไหว้ เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ที่มีประวัติยาวนานและผูกพันกับพื้นที่ตรงนี้ ปัจจุบันนอกจากจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่สามารถไปกราบไหว้ขอพรได้ตลอดทั้งปีแล้ว ยังมีงานสมโภชแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเป็นประจำทุกปีในช่วงหลังตรุษจีน ถือเป็น งานใหญ่ประจำปี รวมกิจกรรมทั้งทางศิลปะ วัฒนธรรม และศาสนา (และการค้า เพราะ มีการออกร้านมากมาย) เข้าด้วยกัน
มาถึงศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ไม่ต้องกลัวว่าจะไหว้สักการะไม่ถูกต้องนะคะ เพราะที่นี่ เจ้าหน้าที่ใจดีเอาใจใส่มาก ให้คำแนะนำอย่างละเอียดมากว่าเราต้องไหว้จุดไหนอย่างไร ไหว้เสร็จสามารถใช้เวลาดูภาพวาดฝาผนังและรูปประวัติศาสตร์ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวในปีพ.ศ. 2519 และ พ.ศ. 2521 พระองค์ท่าน ทรงมีพระสิริโฉมงดงามมาก
มาถึงที่นี่ แน่นอนว่า เราต้องไป ถ่ายภาพที่ มัสยิดกลางปัตตานี ความสวย สดใสและการบำรุงรักษาที่ดี ทำให้แทบ ไม่เชื่อว่า มัสยิดแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 มัสยิดกลางปัตตานีได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งมัสยิดที่สวยงามมากของไทย มีสถาปัตยกรรมที่มีสัดส่วนสมมาตร หรือเหมือนกันทั้งด้านซ้ายและขวา ตรงกลางเป็นอาคารที่มียอดโดมขนาดใหญ่ มีโดมบริวาร 4 ทิศ มีหออะซานสูงเด่นขนาบทั้งสองด้าน ด้านหน้ามีสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่งในปีพ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินมาพบปะเยี่ยมเยียนผู้นำศาสนาอิสลามและประชาชน ณ มัสยิดกลางปัตตานีเป็นครั้งแรก นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวยังเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเป็นประธานในการ พระราชทานรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน ระดับภาคใต้ และระดับประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ณ มัสยิดกลางปัตตานีอีกด้วย
เราแต่งตัวกันเป็นนักท่องเที่ยวมาก ช่างภาพประจำตัวคือใส่ขาสั้น (ประมาณเข่า) คุณพี่ที่ดูแลมัสยิดเห็นกำลังกระหน่ำถ่ายภาพรีบส่งสัญญาณบอกให้รอ ก่อนจะไปเปิดไฟด้านในอาคาร และเปิดน้ำพุด้านหน้าของ สระน้ำให้จะได้ภาพสวย ๆ แล้วบอกว่า ให้เข้าไปถ่ายข้างในได้ แต่ต้องใส่เสื้อคลุมสักหน่อยให้เรียบร้อย ขอบพระคุณค่ะ
แล้วเราก็มาถึง มัสยิดกรือเซะ - หากไม่มีข่าวเศร้าวันนั้นเมื่อปี 2547 สิ่งที่เราเห็น ในวันนี้ ก็อาจเป็นเพียงมัสยิดโบราณ รูปทรง ขลังสวยงามแปลกตาอย่างที่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ด้วยความจริงที่ว่า ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ ที่เหตุการณ์ความรุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง ในลำดับเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย ตอนที่เราไปแม้ว่าเหตุการณ์นั้น จะผ่านไปกว่า 12 ปีแล้ว แต่คิดว่าหลายคน ก็ยังไม่น่าลืมเหตุการณ์ในวันนั้น
มัสยิดกรือเซะมีสถาปัตยกรรมที่ แตกต่างออกไปจากมัสยิดกลางปัตตานี ที่มียอดโดมทรงกลม ประตูมัสยิดของที่นี่เป็นวงโค้งแหลมแบบโกธิคของยุโรป ผสมกับสถาปัตยกรรมของตะวันออกกลาง ทำให้ที่นี่มีชื่อว่า มัสยิดปิตูกรือบัน ตามลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบนี้ ตามที่ ได้อ่านมา มัสยิดที่นี่เก่าแก่มาก อายุกว่า500 ปี เป็นโบราณสถานสำคัญมากของจังหวัดปัตตานี
ปัตตานีและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ยะลา นราธิวาส เป็นอีกพื้นที่ ที่เราไม่ค่อย ได้ไป ด้วยข่าวความไม่สงบและการที่อยู่ ไกลมาก แต่สำหรับคนที่ชอบหาสถานที่เที่ยวแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ความตื่นเต้น ในชีวิต และหากเป็นไปได้ เรื่องราวอีกมากมายในประเทศเราที่เรายังไม่รู้ ก็คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก และหวังว่าจะได้กลับไปซ้ำในวันที่ร้านอาหารอร่อย ๆ และร้านท้องถิ่นเปิดขาย
สามารถอ่านและชม Vlog เรื่องท่องเที่ยว ที่ดิฉันเป็นผู้ผลิตได้เพิ่มเติมทางออนไลน์ ที่บล็อก www.ohhappybear.com

'หาดใหญ่ห่างจากปัตตานีเพียงร้อยกว่ากิโลเมตร แต่ความรู้สึกและบรรยากาศที่ได้จากการมาเที่ยวปัตตานีทำให้เหมือนว่าเดินทางไกลกว่านั้น'

บรรยายใต้ภาพ
วังยะหริ่ง
เลียบทะเลไปแหลมตาชี
มัสยิดกรือเซะ
มัสยิดกลางปัตตานี
ภายในศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว
ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว

ที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 ส.ค. 2563
News Code: g:kt g:agency g:paper g:nmg p:kt v:paperl

Comment
Related