วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

ชายแดนต่อไป

 09 ต.ค. 2562 03:58 น. | หมวดหมู่ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

เรื่อง : วิภาวี เธียรลีลา
ภาพ : สมัคร์ กอเซ็ม
กรุงเทพธุรกิจ
บนพื้นที่รอยต่ออันเปราะบาง เขาใช้มานุษยวิทยาเชิงสร้างสรรค์ มาตั้งคำถามและหาคำตอบ เพื่อสมานความขัดแย้ง
'ความเคร่งครัดทางศาสนาของแรงงานมุสลิมพม่าในพื้นที่ชายแดนตากและเขตเมืองเชียงใหม่' 'ร่องรอยของความเป็นอื่น : มุสลิม 'ชาวเขา' และการเมือง อัตลักษณ์ในกระบวนการเปลี่ยนศาสนา',
การปรับสร้างอัตลักษณ์ของผู้ย้ายถิ่นมุสลิมบริเวณพรมแดนไทย-พม่า' 'ปฏิภาพภาวะของพรมแดนชาติพันธุ์และรัฐชาติ ในตลาดเมืองชายแดนแม่สอด' และ 'เมืองและความเปราะบางในกายปรารถนา'
ทั้งหมดนี้มีทั้งหัวข้องานวิจัย การศึกษา และบทความขนาดยาว ผลงานส่วนหนึ่งของ สมัคร์ กอเซ็ม นักวิชาการ นักวิจัย กับหมวกอีกใบขณะนี้ในฐานะ 'ศิลปิน' ที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักแค่ในวงขนาดย่อม แต่สมัคร์ยังเป็นหนึ่งในศิลปินที่ได้แสดงผลงานใน Bangkok Art Biennale 2018 และกำลังเดินสายแสดงงานไปทั่วภูมิภาคเอเชีย ล่าสุดงานของเขาได้รับเชิญไปแสดงไกลถึงฮ่องกง ไต้หวัน และญี่ปุ่น
"เรารู้สึกว่าเป็นศิลปินจริงๆ ก็ตอนขายงานได้นี่แหละ" สมัคร์ พูดติดตลกแต่ก็แฝงนัยยะสำคัญบางอย่างไว้
สมัคร์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรม เขาตั้งใจตั้งแต่ต้นที่จะพัฒนาการนำเสนองานวิชาการของตนเองให้มีความน่าสนใจ ถึงขั้นออกปากขอเรียนวิธีถ่ายภาพ ถ่ายวีดิโอจากเพื่อนช่างภาพ ดูหนังดูสารคดี แล้วใช้ความคิดสร้างสรรค์ลองคิดลองทำเพื่อนำเสนอสาระวิชาการด้านมานุษยวิทยาให้มีมิติเข้าถึงผู้คนในวงกว้างได้มากกว่าคนเฉพาะกลุ่ม ทั้งในรูปแบบภาพถ่าย งานวีดิโอ และการหยิบจับวัตถุในพื้นที่มาสร้างสรรค์ชิ้นงานจัดแสดง
"ภาพถ่ายภาคสนามงานวิจัยส่วนใหญ่ เป็นภาพถ่ายที่เรารู้สึกว่าไม่เล่าเรื่องและไม่ค่อยมีสุนทรียะ ภาพเป็นแค่ส่วนประกอบที่ต้องมีคำบรรยายใต้ภาพอธิบายว่าคืออะไร แต่เราอยากให้ภาพเล่าเรื่องในตัวของมันเองได้ หรือมีวิธีการนำเสนอแบบอื่นที่ดึงดูดให้คนหันมามอง แล้วตั้งคำถาม แม้ว่าเรื่องที่นำเสนออาจเป็นเรื่องที่เขาไม่เคยสนใจหรือเป็นเนื้อหาหนักๆ ที่เขาไม่อยากสนใจ"
อาจเพราะความแปลกแตกต่างจากนักวิชาการคนอื่น หรืออาจเพราะสมัคร์กล้าเข้าไปแตะประเด็นที่ไม่มีใครอยากแตะ งานของสมัคร์จึงได้รับความสนใจไม่เฉพาะแค่ในวงวิชาการเท่านั้น ช่วง 3 ปีมานี้เขาเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วในวงการศิลปะ แล้วเริ่มมีนักสะสมงานศิลปะซื้อเก็บสะสมชิ้นงานของเขา
"การมีคนซื้องานของเรา ไม่ได้หมายถึงรายได้ที่จะทำให้เราอยู่ได้ แต่เหมือนเป็นการออกใบอนุญาตให้เราว่า เราสามารถยืนอยู่บนพื้นที่นี้แล้วแสดงงานศิลปะในมุมมองของเราแบบนี้ต่อไปได้อีกหรือเปล่า ปีนี้มีนักสะสมชาวญี่ปุ่นที่เป็นที่รู้จักในวงการศิลปะเก็บงานของเราไป เราได้พิสูจน์ตัวเองว่าไปต่อได้"
ชายแดนในศูนย์กลาง
"เราชอบศึกษาชายแดน เพราะรู้สึกว่ามีเรื่องประหลาดๆ เยอะ เป็นเรื่องที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยถ้าไม่ได้ไปอยู่ที่นั่น"
สมัคร์ บอกว่า ชายแดนมีความน่าสนใจ เพราะชายแดนถูกผูกติดไปกับคน เมื่อคนที่อยู่ชายแดนเดินทางไปที่ไหน พวกเขาจะพกติดความเป็นชายแดนนั้นไปด้วย สุดท้ายแล้วแม้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ความเป็นเมืองใหญ่ก็ยังนำทางกลับไปยังชายแดนได้อยู่ดี
"เราเคยทำโปรเจคไปถ่ายรูปชาวมลายูที่อยู่ในรามคำแหง ภาพของคนมลายูที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ติดตัวพวกเขามาด้วย ยกตัวอย่างเช่น โดนรัฐจับตามอง มาเฝ้าระวัง มาค้นบ้าน ทั้งที่ตัวของพวกเขามาอยู่กรุงเทพแล้วนะ พอทำเรื่องแรงงานไทใหญ่ที่เชียงใหม่ มาทำงานในเมืองแล้วไม่มีบัตร ความเป็นชายแดนก็ปรากฏในชีวิตของเขา ชาติพันธุ์ที่มาอยู่ในเมืองเราก็ยังเห็นเขาเป็นคนอื่น พอเราศึกษาคนในเมือง เรื่องราวก็พาเรากลับไปยังพื้นที่ของเขา"
ชายแดน อ.เชียงของ จ.เชียงราย, ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก, ชายแดน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี และ อ.เมือง จ.ปัตตานี ชายแดนใต้ เป็นพื้นที่ชายแดนที่สมัคร์เคยไปใช้ชีวิตอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ทั้งเพื่อทำงานวิจัย และเพื่อตอบสนองความต้องการเพราะอยากไป
หลังลาออกจากงานประจำ ช่วงปี 2017 สมัคร์เลือกเดินทางไปใช้ชีวิตที่ปัตตานี ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานวิจัย แต่จนแล้วจนรอดการใช้ชีวิตที่นั่นก็ทำให้ได้ประเด็นงานวิชาการเรื่อง 'อมนุษย์' กลายเป็นซีรีส์งานศิลปะ 4 เรื่องที่กำลังจัดแสดงตามที่ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ แกะ คลื่น ด่าน และญิน หรือพูดภาษาชาวบ้านว่าเป็น 'ผี' - สิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นตามความเชื่อของศาสนาอิสลาม
"เราทำวิจัยชายแดนมาหลายพื้นที่ ความท้าทายของสามจังหวัดภาคใต้ คือเป็นพื้นที่เดียวที่หัวข้อการทำวิจัยถูกเซ็นเซอร์จากชุมชนเอง เพราะเป็นเรื่องเปราะบางและเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคม ถามไปเราก็ไม่ได้คำตอบ เรื่องเควียร์ (รักร่วมเพศ) เป็นเรื่องต้องห้ามอันดับหนึ่ง รองลงมาคือความไม่เท่าเทียมทางเพศและปัญหาครอบครัว ทั้งที่ชุมชนมุสลิมที่อื่นหลายแห่ง เช่น ในอินโดนีเซียซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมหนาแน่น ยกเรื่องพวกนี้ขึ้นมาพูด ยิ่งไม่พูดก็ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริงได้
เมื่อคุยกับคนไม่ได้ เมื่อปัญหาถูกซ่อนไว้ใต้พรม เรามองว่าความเป็นอมนุษย์สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของคนในชุมชนได้ ชุมชนมุสลิมที่ปัตตานีเลี้ยงแกะอยู่ในพื้นที่ด้วย เลี้ยงปล่อยให้เดินไปมาเหมือนเวลาเราเห็นสุนัขจรจัดทั้งที่ปกติชุมชนอื่นเลี้ยงแค่แพะ เกะก็แสดงให้เห็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อีกแบบหนึ่ง ชุมชนนี้เป็นชุมชนที่อยู่ติดทะเล เราก็เอาไปผูกกับคลื่น มีด่านตรวจด่านทหารที่สะท้อนความไม่ปลอดภัยและความกลัวของคน แล้วก็ยังมีเรื่องเล่าและความเป็นผีอยู่ในทุกอณู เราเอาความเป็นอมนุษย์พวกนี้มาสื่อสารในงานศิลปะให้คนรับรู้"
เควียร์กับผี
สมัคร์เป็นผู้ชายร่างท้วมผิวคล้ำ ท่าทางเป็นมิตร บุคลิกของเขาตรงข้ามกับประเด็นที่เขาศึกษาซึ่งเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นเพศภาพ เชื้อชาติ ศาสนา พื้นที่ หรือแรงงาน
เขาเป็นชายมุสลิมที่กล้าเปิดเผยตัวเองว่าเป็น 'เควียร์' หรือเป็นเกย์ซึ่งแน่นอนว่าผิดบาปต่อศาสนา แต่เพราะอยากเห็นสังคมโดยเฉพาะในชุมชนมุสลิมเอง เปิดกว้างยอมรับตัวตนของเควียร์มากขึ้น และทำให้คนภายนอกเข้าใจสังคมมุสลิมมากขึ้น ยิ่งในสามจังหวัดภาคใต้ที่คนมักมุ่งประเด็นไปที่ความรุนแรงกับรัฐ ซึ่งแท้จริงแล้วยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมาก งานของเขาจึงไม่ได้ต้องการสื่อสารเรื่องเพศอย่างเดียว แต่ต้องการบอกว่ามีความแตกต่างมากมายที่ดำรงอยู่และเฝ้ารอการยอมรับ
"เราเชื่อว่ามุสลิมหลายๆ คนที่เป็นเควียร์ เขาต้องต่อสู้กับข้างในตัวเองพอสมควร แต่ละคนเขาก็อยากจะมีตัวตนอยู่ในชุมชนได้ เพราะเขาก็ไม่ได้อยากออกไปข้างนอก แต่ชุมชนผลักเขาออกไปพอสมควร หลายคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่ต้องอยู่ในกรอบศาสนา บอกสังคมว่าเป็นพี่น้องกันได้ แต่เป็นแฟนไม่ได้ ความสัมพันธ์เหมือนถูกจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ของความใคร่ ที่ไม่สามารถพัฒนาเป็นความรัก"
สมัคร์เปรียบเทียบเชิงค่อนขอดว่า ญินหรือผีเป็นสิ่งที่สังคมมุสลิมพูดถึงบ่อยมาก ในวงสนทนาหนึ่งไม่ว่ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ก็ตาม เรื่องผีสามารถเข้ามาเชื่อมโยงเกี่ยวข้องได้ทุกครั้ง แต่การพูดถึงเควียร์กลับเป็นเรื่องต้องห้าม
"ผีที่ไม่มีตัวตน ยังเหมือนมีตัวตนอยู่ตลอดเวลา ขนาดตัวเราเองยังกลัว ตอนไปอยู่ปัตตานีเรากลัวผีมาก ตอนกลางคืนไม่กล้านั่งทำงานอยู่บ้านคนเดียว แต่เควียร์อย่างเราที่เป็นคนแท้ๆ กลับไม่มีพื้นที่ในสังคม ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนในชุมชนตัวเองได้ เควียร์เลยไม่ต่างอะไรกับอมนุษย์"
คนมักตั้งคำถามว่าเรียนมานุษยวิทยาจบมาทำอะไร สมัคร์ บอกว่า มานุษยวิทยาให้กรอบคิดที่ไม่ใช่การตีกรอบ แต่ให้มุมมองในการมองโลกและใช้ชีวิต เป็นสาขาวิชาที่ไร้พรมแดนจึงทำให้การทำงานของเขาจึงเชื่อมโยงจากเรื่องหนึ่งไปยังเรื่องหนึ่งได้เสมอ
"อย่างที่เราเห็น มานุษยวิทยามีสาขาย่อยมากมาย Anthropology of Politic, Anthropology of Media ฯลฯ อีกแง่หนึ่งอธิบายได้ว่ามานุษยวิทยาเกี่ยวข้องกับศาสตร์ทุกแขนง ดังนั้นคนที่เรียนมานุษยวิทยามาสามารถไปอยู่ได้ในหลายอาชีพ ทั้งในภาพยนตร์ ศิลปะ วรรณกรรม หรืออื่นๆ ที่ประยุกต์ได้
มานุษยวิทยามีความเป็นตัวเราสูงมาก เพราะเราชอบตั้งคำถาม เราชอบสังเกต สนใจชีวิต แม้แต่ชีวิตตัวเอง เราศึกษาเรื่องเควียร์ส่วนหนึ่งก็เพื่อตอบคำถามสิ่งที่เคยเจอในอดีต เราว่ามานุษยวิทยาทำให้เข้าใจความเป็นมนุษย์"
สำหรับงานแสดงศิลปะซีรีส์ต่อไป หลังจากการนำเสนอความเป็นอมนุษย์ สมัคร์ตั้งใจดึงเรื่องราวพื้นที่ชายแดนที่เคยลงภาคสนามในงานศึกษาวิจัยชิ้นก่อนหน้ามานำเสนอ เพื่อขยายขอบเขตพื้นที่ชายแดนที่อยู่ห่างไกลให้เข้ามาใกล้ชิดผู้คนในสังคม หวังว่าสิ่งนี้จะช่วยผสานความแปลกแยกให้กลมกลืนกันมากขึ้น

ที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 ต.ค. 2562
News Code: art edu labor g:kt g:agency g:paper g:nmg p:kt v:paperl

Comment
Related