วันศุกร์ที่ 04 ธันวาคม พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

รายงานพิเศษ: ดับ'ไฟใต้'ต้องเร่งการพัฒนา ต้องไม่ให้ความสำคัญเอ็นจีโอที่ออกมาคัดค้าน

 21 พ.ย. 2563 03:02 น. | หมวดหมู่ เศรษฐกิจ และการสร้างรายได้
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

เมือง ไม้ขม รายงาน
ไม่ว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็นจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการแบ่งแยกดินแดนเป็นการต่อสู้เพื่อให้ 3 จังหวัด 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เป็นเขตปกครองพิเศษ เพื่อเป็นบันไดขั้นแรกก่อนที่จะเป็นการแบ่งแยกดินแดนในอนาคต
หรือเปลี่ยน ยุทธวิธี จากการใช้ความรุนแรงด้วยการก่อการร้าย ด้วยกำลังพลรบและอาวุธ หรือที่เรียกว่างานการ ทหาร มาเป็นงานด้าน มวลชน โดยการสร้างนักปฏิวัติด้วยการ จัดตั้ง มวลชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นการทำงานด้าน การเมือง แบบ ใต้ดิน เพื่อสร้างเงื่อนไขและรอที่จะปฏิบัติการด้วยกำลัง ทหารเด็ก เพื่อให้เข้าเงื่อนไขที่ร่วมกำหนดโดย เจนีวาคอล และองค์กรอื่นๆ จากต่างประเทศที่เป็น พี่เลี้ยง ให้กับบีอาร์เอ็น เพื่อที่จะยกสถานะให้มี ตัวตน และมี ที่ยืน ในองค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีของ ยูเอ็น
แต่สถานการณ์ของการไม่มีคนตายรายวัน ไม่มีเหตุร้ายรายวัน และถึงแม้จะมีเหตุร้าย เพื่อที่บีอาร์เอ็นจะหล่อเลี้ยงความรุนแรงเอาไว้เป็นระยะๆ เพื่อการยืนยันสถานะของความ ขัดแย้ง และ ตัวตน ของขบวนการ แต่เมื่อเป้าหมายของบีอาร์เอ็นเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่ประชาชน พลเรือน ที่เป็นเป้าหมายอ่อนแออย่างในอดีต ก็ทำให้สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูดี ขึ้น และเป็นโอกาสที่จะทำให้การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เปิดกว้างและมีความก้าวหน้ามากขึ้น
ส่วนการที่จะสกัดกั้นสลายแผนการของบีอาร์เอ็น เพื่อให้ล่มสลาย ไปไม่ถึง ฝั่งฝัน ในอีก 10 ปีหรือ 15 ปีข้างหน้า เป็นหน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงทั้งส่วนกลางและ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ว่าจะมีความคิดอ่าน มี วิสัยทัศน์ อย่างไร และที่สำคัญ รัฐบาล กองทัพ เชื่อหรือไม่ว่าบีอาร์เอ็นมีแผนการเหล่านั้นอยู่จริง เพราะถ้าไม่เชื่อและไม่มีงาน การข่าว ที่เข้าถึง แกนกลาง ของบีอาร์เอ็น อาจเป็นได้ที่แผ่นดินปลายด้ามขวานจะมีความสงบลงชั่วคราวเพื่อรอการ ปะทุ ครั้งใหญ่ เหมือนกับสถานการณ์ความสงบใน 10 ปี ก่อนที่จะถึงปี 2547 ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะเชื่อว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดน ล่มสลาย แล้วนั่นเอง
แต่เอาเถอะ อย่างน้อยในห้วงที่บีอาร์เอ็นไปทำงาน การเมือง มากกว่างานการ ทหาร ก็เป็นโอกาสดีที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. จะได้ทำหน้าที่ผลักดันงานด้านการพัฒนาอย่างเต็มที่ อย่างน้อยถ้าใน 3-5 ปี สถานการณ์ความรุนแรงยังอยู่ในระดับนี้ งานด้านการพัฒนาเพื่อนำพาประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอของ จ.สงขลา ไปสู่ มิติใหม่ ต้องก้าวไปได้อย่างแน่นอน ซึ่งงานด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นต้องทำควบคู่กันใน 2 ระดับ ระดับแรก คือการพัฒนาอาชีพที่มีอยู่เดิม นั่นคือเกษตรกร ที่ต้องมีการส่งเสริม ปรับเปลี่ยนให้ทันต่อโลกทันต่อเหตุการณ์ ซึ่ง ศอ.บต.ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างต่อเนื่อง
เช่น ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูก ไผ่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ มีประโยชน์ที่หลากหลายทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่งเสริมให้ปลูกกาแฟในสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการ โดยมีองค์กรอย่าง ปตท. ให้การส่งเสริมและรองรับ รวมทั้งพืชชนิดอื่นๆ แม้แต่การปลูกหญ้าเนเปียร์ เพื่อป้อนขายให้กับโรงงานไฟฟ้าชีวมวล ที่ขณะนี้มีการเดินเครื่องและก่อสร้างเพิ่มในพื้นที่ 3 จังหวัดและ 4 อำเภอของ จ.สงขลาถึงกว่า 10 โรงด้วยกัน และทุกโรงกำลังเจอปัญหาเรื่องของ เชื้อเพลิง ที่ต้องใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้งหมดคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้มีอาชีพเกษตรกรที่เป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่
รวมทั้งการส่งเสริมอาชีพของคนอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นคือประมงชายฝั่ง ตั้งแต่ชายฝั่ง อ.จะนะ จ.สงขลา จนถึง จ.นราธิวาส ที่ผู้คนยึดอาชีพการทำประมงพื้นบ้านหรือประมงชายฝั่ง โดยการส่งเสริมให้เลี้ยง ปูทะเล ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ รวมทั้งการต่อยอดในสิ่งที่ทำได้ผลในก่อนหน้านั้นแล้วอีกหลายโครงการของชาวประมงพื้นบ้าน จนสร้างรายได้ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของประมงพื้นบ้านดีขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่..การพัฒนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าทำใน มิติ การเกษตร ประมง อย่างเดียวไม่เพียงพอ ภาคใต้ใน 5 จังหวัดโดยภาพรวม ต้องมีท่าเรือน้ำลึกที่เป็น น้ำลึก จริง และต้องมีเขตอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เพื่อการสร้างงานสำหรับแรงงานจำนวนมากที่ยังต้อง พึ่งพา การทำงานในประเทศเพื่อนบ้านและต่างจังหวัด
ศอ.บต.ต้องผลักดันให้ เมืองต้นแบบ ทั้ง 4 เมืองให้เกิดขึ้น และให้ก้าวหน้า ซึ่งเมืองต้นแบบที่ 1 เป็นเมืองเกษตรอุตสาหกรรมที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี มีความก้าวหน้าไปมากแล้ว มีต่างชาติมาลงทุนสร้างโรงงานหลายแห่ง แต่ก็ยังติดขัดที่ยังไม่มีท่าเรือเพื่อการส่งออก ทำให้การผลิตสินค้าออกมาแล้วแข่งขันได้ยาก เพราะค่าขนส่งที่แพง เพราะต้องขนส่งไปยังกรุงเทพฯ หรือแหลมฉบัง ไม่ก็ท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย เพื่อการส่งออก
เช่นเดียวกับเมืองต้นแบบที่ 2 ที่ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นเมืองต้นแบบธุรกิจการท่องเที่ยว ที่ขณะนี้การท่องเที่ยวกำลังไปได้สวย และยิ่งในอนาคตสนามบินเบตงกำลังจะเปิดให้บริการ ยิ่งจะทำให้การท่องเที่ยวเติบโตและสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่มากขึ้น ถ้ามีการพัฒนาการค้าชายแดนเพื่อ หนุนเสริม ให้เป็นไปตามแผนการพัฒนาที่วางไว้ เชื่อว่าเมืองตนแบบที่ 2 ที่ อ.เบตง จะต้องเป็นเมืองการค้าชายแดนและธุรกิจการท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ในไม่เกิน 2 ปี
สำหรับเมืองต้นแบบที่ 3 ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นเมืองที่มีชายแดนติดกับประเทศมาเลเซียถึง 3 ด่าน คือ สุไหงโก-ลก, ตากใบ และ บูเก๊ะ ตา เมื่อเหตุร้ายลดลง แผนการพัฒนาสามารถผลักดันได้ตามแผน แม้จะมีปัญหาอุปสรรคเรื่องการใช้ที่ดิน การพัฒนาร่วมกันระหว่างไทยมาเลเซีย ยังเป็นปัญหา อุปสรรค แต่ก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นแก้ได้
ที่สำคัญที่สุดคือ เมืองต้นแบบที่ 4 หรือ เมืองอุตสาห กรรมแห่งอนาคต ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเป็นการสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ เป็นอุตสาหกรรมที่ไม่มีปิโตรเคมีตามมติของ ครม. เป็นการลงทุนของเอกชน 600,000 ล้านบาท ที่สำคัญจะมีการการจ้างงานประเภทต่างๆ ถึง 100,000 อัตรา ซึ่งหากโครงการนี้เกิดขึ้นจริงจะมีการลงทุนเกิดขึ้นอีกมากมายในพื้นที่รอบนอก เพื่อตอบสนองการพัฒนาที่เกิดขึ้น นั่นหมายถึงโอกาสของนักศึกษาที่จบใหม่ เป็นโอกาสของแรงงานจำนวนหลายหมื่นคน ที่ต้องฝาก ปากท้องของครอบครัวไว้กับการไปขายแรงงานที่ประเทศมาเลเซีย
แค่สงขลามีท่าเรือน้ำลึกเกิดขึ้นที่ อ.จะนะ เท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงมากมายก็จะเกิดขึ้น การลงทุนในพื้นที่ 3 จังหวัดก็จะเชื่อมโยงกันได้ ด่านชายแดนทั้ง 9 ด่านก็จะสามารถหนุนเสริมซึ่งกันและกัน ตู้คอนเทนเนอร์ 500,000 ตู้ ที่ต้องเดินทางไปท่าเรือปีนัง ประเทศมาเลเซีย ก็จะกลายเป็นรายได้ของไทย และที่สุดคือสินค้าที่ผลิตในพื้นที่สามารถแข่งขันได้ เพราะค่าขนส่งที่ถูกลง
แต่...นั่นแหละ การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเมืองต้นแบบที่ 4 ที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ถูกขัดขวางทุกวิถีทางจากคนในพื้นที่จำนวนไม่ถึง 100 คน ที่รับข้อมูลจากเอ็นจีโอ เพื่อให้ต่อต้านโครงการดังกล่าว ล่าสุดมีการนำนักวิชาการบางคนบางกลุ่มปลุกระดมด้วยข้อมูลเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ด้วยการโยงให้เห็นว่าชาวบ้านที่จะนะและทะเลที่จะนะจะเป็นแบบเดียวกับที่มาบตาพุดในอดีต ทั้งที่ข้อเท็จจริง เมืองต้นแบบแห่งอนาคต ไม่มีอะไรที่เหมือนกับ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด รวมทั้งมติ ครม.ชัดเจนว่าไม่มีการทำอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่
วันที่ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. ส่งคนตกงานจาก โควิด-19 ที่เดินทางกลับจากมาเลเซีย ไปทำงานเป็นพนักงานของบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี รุ่นที่ 2 จำนวนเกือบ 100 คน ทุกคนดีใจที่จะได้ทำงานในประเทศไทย แต่พวกเขาจะดีใจมากกว่าถ้ามีงานให้เขาทำในพื้นที่ที่เป็นบ้านเกิดของเขา อย่างในเมืองต้นแบบทั้ง 4 แห่งที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้
"ขอให้ทุกคนโชคดี และกลับมาทำงานที่บ้านเกิดเมื่อในพื้นที่มี โรงงานเกิดขึ้น" นั่นคือประโยคที่เลขาฯ ศอ.บต.กล่าวกับคนงานทั้งหมด ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าเอ็นจีโอที่ให้ข้อมูลผิดๆ ใช้ชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ เป็นเครื่องมือในการต่อต้านเมืองต้นแบบที่ อ.จะนะ จะได้ สำเหนียก ถึงความทุกข์ยากของชาวบ้าน และเห็นเหรียญอีกด้านของการพัฒนาที่สร้างประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ.

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 21 พ.ย. 2563
News Code: g:thaipost g:agency g:paper p:tpd v:paperl

Comment
Related