วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

'รองเง็ง'ซิมโฟนีออร์เคสตรา

 31 มี.ค. 2564 02:26 น. | หมวดหมู่ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ประสาร มฤคพิทักษ์
"ประเทศไทยคัดลอกความสำเร็จของต่างประเทศมาเต็มไปหมด แต่ไม่เคยสนใจที่จะทำให้ ดอกดิน ดอกหญ้า กลายเป็นดอกฟ้า" (รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข)
นี่เองเป็นที่มาของโครงการเปิด "พื้นที่ทางวัฒนธรรมดนตรีเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์จินตนาการใหม่โดยอาศัยร่องรอย วิถีชีวิตของชุมชนผ่านศิลปินในท้องถิ่น ผู้สืบทอดวัฒนธรรมดนตรีในชุมชน"
โดยได้รับทุนจากสำนักงานวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มี ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นเสนาบดีตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 เป็นต้นไป เพลงพื้นบ้านในแผ่นดินไทย 7 พื้นที่ คือพื้นที่ล้านนา ภูไท ลาว เขมร สุพรรณภูมิ ศรีวิชัย และปัตตานี ถูกนำมาบันทึกเรียบเรียงเสียงประสานใหม่โดยใช้วงดนตรีซิมโฟนีออร์เคสตรา (Thai Symphony Orchestra) แล้วเปิดแสดงในพื้นที่สาธารณะ ทั้งภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ให้ประชาชนในท้องถิ่นและผู้สนใจได้เสพสุนทรีย์กับดนตรีและเพลงพื้นบ้านของไทยในรูปแบบใหม่ที่งดงามอลังการ
ใครเลยจะคาดคิดได้ว่า ดนตรีและการละเล่นพื้นบ้านที่เรียกว่า "รองเง็ง" ของคนพื้นบ้านชาวเล ซึ่งเป็นประดุจ "ดอกดิน ดอกหญ้า" จะกลายเป็น "ดอกฟ้า" ขึ้นมาได้ก่อนหน้านี้ "คีตสำเนียงแห่งศรีอยุธยาสมัย" โดยซิมโฟนีวงเดียวกัน ได้เปิดการแสดงไปแล้ว นับเป็นพื้นที่แรก ที่ลานหน้าเจดีย์ทรงพระปรางค์ ที่วัดพระราม จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2564
เย็นวันนั้นมีการแสดง เพลงจีนแจไจ๋ยอ เพลงแขก บรเทศ เพลงโยสลัม เพลงตับชุดแขกเปอร์เซีย รวม 14 เพลง เป็นการสื่อสารว่า ยุคกรุงศรีอยุธยานั้นมีต่างชาติเข้ามาค้ามาขายถึง 43 ชาติ จนเกิดผลเป็นเพลง 12 ภาษา นี่คือภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ผ่านบทเพลงของพื้นที่ลุ่มน้ำภาคกลาง
เมื่อค่ำวันที่ 24 มีนาคม 2564 มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ร่วมมือกับ อนุกรรมา ธิการด้านศิลปะและวัฒนธรรมของวุฒิสภา ซึ่งมี อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธาน ร่วมกับมูลนิธิกระบี่ยั่งยืน และคุณอมฤต ศิริพรวุฒากุล เจ้าของร้านอาหารเรือนไม้ ได้จัด "รองเง็ง" ซิมโฟนีออร์เคสตรา เป็นพื้นที่แห่งที่ 2 ขึ้นที่ร้านอาหาร เรือนไม้ ใจกลางเมืองกระบี่ เมืองแห่งลูกปัดอันดามันที่ อ.คลองท่อม เมืองแห่งภาพเขียนสีโบราณผนังถ้ำ อ.อ่าวลึก และเมืองแห่งขุนเขาขนาบน้ำอันสวยงาม
ผู้จัดเลือกเอาวัฒนธรรมดนตรี "รองเง็ง" เป็นพระเอกของการแสดง เพราะรองเง็งเป็นวิถีชีวิตชาวเลที่นิยมเล่นกันตามหมู่เกาะในทะเลอันดามัน ทั้งหมู่เกาะมะละกา สุมาตรา ปีนัง ลังกาวี หลีเป๊ะ ลันตา พื้นที่กระบี่ พังงา ภูเก็ต สตูล ตรัง และปัตตานี
อันที่จริงรองเง็งเป็นวัฒนธรรมดนตรีผสมผสานนานาชาติ ใช้ทำนองเพลงจากโปรตุเกส สเปน ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ มีเครื่องดนตรีนำเป็นไวโอลิน แมนโดลิน แอคคอร์เดียน ใช้เครื่องให้จังหวะจากเปอร์เซียนผสมอินเดีย คำร้องเป็นภาษามลายูและไทย ใช้ฆ้องหุ่ยเป็นเครื่องดนตรีท้องถิ่น เนื้อหาของเพลงจะสื่อสารถึงธรรมชาติ ดอกไม้ ป่าเขา ชีวิตในทะเล และความรัก
การสืบเสาะเริ่มจาก ยูโซฟ หมัดหลงจิ (Roberto) ศิลปินเดี่ยวกีตาร์ ที่นั่งเล่นดนตรีอยู่ร้านอาหารเรือนไม้เป็นประจำ ได้ส่งเพลงรองเง็งมาให้อาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้เห็นได้ฟังตั้งแต่เมื่อ 10 ต.ค.63
ต่อมา 24 ต.ค.63 คณะวิจัยชุด อ.สุกรี ได้ตามหาจนพบ บังห้าม่า จิตเรือ นักไวโอลิน อายุ 81 ปี ที่อยู่ในบันทึกเพลง ลาฆูใหม่ ทีมวิจัยจึงลงไปพบเพื่อบันทึกเสียงวงรองเง็ง เมื่อ 24-25 ต.ค.63 ที่กระบี่ ไปพบวงรองเง็ง 3 วงด้วยกัน คือ บังห้าม่า จิตเรือ วง สวนกวี โดยมี ครูสมพร คงขึม และวง เพื่อนสามัคคีจากเกาะลันตา ได้ฟังเพลงและการรำประกอบ ณ บ้านถนนคงคา ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.กระบี่ แล้วบันทึกไว้ได้ 27 เพลง เช่น เพลงปาหรี่ ลาฆู บุหรงปาเต๊ะ สร้อยระกำ ลาฆูดัง (สองเรา) เลฮังกังกง (ระบำผักบุ้ง) ฯลฯ และยังได้พบเรียนรู้กับ อ.ยรรยง แก้วใหญ่ กวีพื้นบ้าน รวมทั้ง อ.วินัย อุกฤษณ์ กวีกระบี่ผู้แต่งเพลงนกสีเหลืองด้วย
จาก 27 เพลง ทีมงานวิจัยเลือกเอา 12 เพลง มาเรียบเรียงเสียงประสานใหม่เพื่อเปิดการแสดง
เมื่อค่ำวันที่ 24 มีนาคม 2564 ณ ร้านอาหารเรือนไม้อันร่มรื่นด้วยแมกไม้โดยรอบ เก้าอี้ของผู้ชมที่วางอยู่ข้างหน้าเวที และกระจายอยู่ตามซุ้มไม้รายรอบ ที่วางเว้นระยะห่างตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ผู้คนราว 200 คน นั่งกันเต็มพื้นที่ สมาชิกวุฒิสภาราว 15 คน นำโดย พลเอกสิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา ไปร่วมชมด้วย เวทีโครงไม้ไผ่รูปโดมที่สร้างเสร็จใน 2 วัน พอเหมาะพอสมกับจำนวนนักดนตรี 40 คน ที่จัดวางไว้อย่างลงตัว
หลังจากกล่าวเปิดงานโดย ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. แล้ว มีการอ่านบทกวีของ อ.ยรรยง แก้วใหญ่ แล้ววงรองเง็ง สวนกวี เล่นเพลง ลาฆูดัง มะอินัง บุหรงปาเต๊ะบุหรงตันหยงโดยเล่นตามแบบพื้นบ้านดั้งเดิม
ต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของวงซิมโฟนีออร์เคสตรา ซึ่งมี ดร.ธีรนัย จิระสิริกุล เป็นผู้ควบคุมวง ในเวลาเดียวกันศิลปินใหญ่ สุชาติ วงษ์ทอง ระบายสีภาพประกอบบทเพลงโดยไม่ต้องสเกตช์ด้วยดินสอ
เมื่อวงเล่นเพลง ลาฆูดัง (สองเรา) ซึ่งมีเสียงขึ้นลงสูงต่ำ และมีจังหวะช้าเร็วที่ประชิดกัน ทำให้ได้อารมณ์ชายหญิงเข้าคู่เต้นรำเคลื่อนคล้อยกันไปตามทำนองแบบฝรั่ง
เมื่อเพลง บุหรงปาเต๊ะ (นกสีขาว) ดังขึ้นจะรู้สึกได้ถึงนกยูงกำลังรำแพนหางอย่างสวยงาม
เพลง จำเปียน-ติหมังบุหรง ให้ความรู้สึกว่าเรือกำลังถลาไปบนลูกคลื่นราวกับนกบินตามชื่อของเพลง
ตามมาด้วยเพลง นกสีเหลือง ซึ่งวินัย อุกฤษณ์ กวีแห่งกระบี่เป็นผู้แต่งในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีนักศึกษาประชาชนถูกยิง ถูกระเบิด เสียชีวิตไป 71 คน บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน
นักร้องหญิงเสียงเสนาะ กมลพร หุ่นเจริญ เริ่มต้นฮัมเพลงขึ้นอย่างเศร้าสร้อย แสดงความห่วงหาผู้ที่จากไป "กางปีกหลีกบินจากเมือง เจ้านกสีเหลืองจากไป เจ้าบินไปสู่เสรี บัดนี้ เจ้าชีวาวาย ฮื้อฮือ.........." ทำให้นึกถึงลีลาของ หงา คาราวาน ผู้ร้องต้นฉบับเพลงนี้ไว้อย่างจับจิตจับใจผู้เขียนถือโอกาสถาม วินัย อุกฤษณ์ ว่า"ตอนที่แต่งเพลงนี้อยู่ในอารมณ์แบบไหน""ผมนั่งเรือเล่นอยู่ที่แม่น้ำกระบี่หน้าเมืองกับเพื่อนอีกคนในยามค่ำคืน มีกีตาร์โปร่งตัวหนึ่ง พอนึกถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็ได้เพลงนี้ทั้งเนื้อร้องและทำนอง ในเวลานั้นผมถามหงาว่าเอาเพลงนี้ไปเล่นไหม หงาเพิ่งตั้งวงดนตรีตอนนั้น ยังมีแค่ 2-3 เพลง ก็เลยเอาเพลงนี้ไปทำ" วินัยตอบพร้อมรอยยิ้มและแล้วเพลงนกสีเหลือง กลายเป็นเพลงสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ด้วยประการฉะนี้
เพลงสุดท้ายที่แสดง ชื่อเพลง บูบู ขับร้องโดย พลธรายุทธ ทิพยุทธ บูบูคือไซดักปลา วินัย อุกฤษณ์ อาศัยทำนองเพลงรักในลีลารองเง็งมาดัดแปลง จากเพลงเดิมชื่อเพลง การักบุหงา เขียนคำร้องใหม่เป็นภาษาไทย ในวันนี้กลายเป็นเพลงรองเง็งร่วมสมัยของวงดนตรีวัยรุ่นในผืนถิ่นอันดามันไปแล้ว
ฝีมือการเรียบเรียงเสียงประสาน ภายใต้ชื่อ อ.สุกรี เจริญสุข นั้น เป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้วในระดับประเทศ "รองเง็ง" ซิมโฟนีออร์เคสตรา ค่ำวันนั้น จึงเป็นความทรงจำประทับใจของทุกคนที่ร่วมงาน
เราอาจกล่าวได้ว่า ประชาชนนั้นเองเป็นผู้สถาปนาเพลงพื้นบ้านอันเป็นศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เกิดและงอกงามขึ้นมาในแต่ละพื้นที่ เหมือนเป็นดอกหญ้าอยู่เต็มแผ่นดิน แต่ก็ขาดการรดน้ำพรวนดินจนดอกหญ้าเหี่ยวเฉาและแห้งตายไปจำนวนมาก
ณ บัดนี้ ดอกหญ้ากำลังได้รับการดูแล บำรุงเลี้ยง รดน้ำ พรวนดิน ให้กลายเป็นดอกฟ้า ประดับสวนศิลปวัฒนธรรมของไทยอย่างน่าติดตามกันต่อไป.

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 31 มี.ค. 2564
News Code: ent sci g:thaipost g:agency g:paper p:tpd v:paperl

Comment