วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

'เศรษฐกิจสีนำเงิน' โอกาสและความท้าทาย การท่องเที่ยวนิยามใหม่

 07 พ.ย. 2562 05:51 น. | หมวดหมู่ เศรษฐกิจ และการสร้างรายได้
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

นับวันการใช้ประโยชน์ทางทะเลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม ยิ่งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทะเลและชายฝั่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วยิ่งเป็นตัวเร่งการทำลายระบบสมุทรนิเวศ
น่าสนใจว่าข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประเมินว่าปี ค.ศ.2030 มูลค่าของเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) จะเพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ล้านตำแหน่ง จึงถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย
เหตุนี้จึงมีการหยิบยกแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีน้ำเงินขึ้นหารือบนเวทีระดับโลก เพื่อหาแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจบนฐานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อันเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตควบคู่ไปกับการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
สำหรับประเทศไทย รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผอ.ศูนย์วิจัยนโยบายด้านเศรษฐกิจสีเขียว บอกว่า "แนวคิดเรื่อง 'เศรษฐกิจสีน้ำเงิน' ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทั้งหมด เนื่องจากแนวคิดนี้มีความคล้ายคลึงกับแนวทางเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่มีการปรับกลยุทธ์การขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วยการผลักดันให้เกิด 'เศรษฐกิจสีเขียว" จึงอาจกล่าวได้ว่า 'เศรษฐกิจสีน้ำเงิน' เป็นการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจให้คำนึงถึงการใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือระบบนิเวศทางทะเลให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน"
อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้สถานที่ท่องเที่ยวบริเวณแนวชายฝั่งเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าสูง ถูกตักตวงทรัพยากรจนเสื่อมโทรม ท่ามกลางเศรษฐกิจประเทศที่ถดถอย การท่องเที่ยวอาจเป็นเครื่องยนต์สุดท้าย เป็นความหวังในการช่วยพยุงเศรษฐกิจซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการดูแลระบบนิเวศอย่างยิ่งยวด
ศ.ดร.นิรมลบอกว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจสีน้ำเงินของประเทศไทย มีภาคการท่องเที่ยวและภาคการประมงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ โดย ปัตตานี สุราษฎร์ธานี ตรัง ระนอง สมุทรสาคร ตราด และจันทบุรี เป็นจังหวัดที่มีการพึ่งพิงทรัพยากรประมงมากเป็นอันดับต้น ขณะที่การจัดลำดับจังหวัดที่สามารถสร้างรายได้จากผู้มาเยี่ยมเยือนไล่เรียงไปตามลำดับ พบว่ามากที่สุดคือ ภูเก็ต รองลงมาเป็นชลบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา ตราด และพังงา
ทว่า การพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินมีอุปสรรคที่สำคัญ คือ ปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การขาดการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินและการทำงานอย่างบูรณาการจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาจังหวัดไปสู่ทิศทางเศรษฐกิจสีน้ำเงิน จึงต้องมาจากการเห็นพ้องร่วมกันของทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาคสังคม ภาคธุรกิจ และภาคชุมชน อาทิ การจัดระเบียบด้านการท่องเที่ยวและการสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรทางทะเล ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของชาวบ้านและธุรกิจบนเกาะ เจ้าหน้าที่รัฐในการตรวจตราพฤติกรรมนักท่องเที่ยว
ศ.ดร.นิรมลเสนอว่า นอกจากการทำฐานข้อมูลที่ละเอียดและเป็นระบบในระดับพื้นที่เพื่อใช้ในการติดตาม ประเมินสภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมแล้ว เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ระบุให้มีระบบเศรษฐศาสตร์และเครื่องมือทางการคลังที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน จึงเสนอให้มีการจัดเก็บ "ภาษีสิ่งแวดล้อม"
เช่น การจัดเก็บ "ภาษีการท่องเที่ยว" ณ โรงแรมที่พัก เพื่อนำรายได้มาใช้ในจัดการและบำรุงรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติในพื้นที่ท่องเที่ยว ชดเชยความเดือดร้อนด้วยการยกเว้นการจัดเก็บภาษีท่องเที่ยวสำหรับโรงแรมขนาดเล็กและการท่องเที่ยวชุมชน รวมทั้งการปรับค่าธรรมเนียมการเข้าอุทยานแห่งชาติ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มีความเปราะบางจากการเข้าไปรบกวนของนักท่องเที่ยว
การจัดเก็บ "ภาษีมลพิษทางน้ำจืดและน้ำทะเล" เพื่อควบคุมมลพิษทางน้ำ และส่งเสริมให้เกิดความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียให้ดีมากยิ่งขึ้น
รวมทั้งการจัดเก็บ "ภาษีถุงพลาสติกหูหิ้ว" ที่ประจักษ์ถึงผลการลดใช้ถุงพลาสติกได้เป็นอย่างดีในหลายประเทศ ทั้งยังสร้างรายได้ให้รัฐนำไปใช้ในกิจการด้านสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย
เหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรจัดทำขึ้นควบคู่ไปกับส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารทรัพยากรชายฝั่ง การให้ท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดเก็บภาษีด้านสิ่งแวดล้อมและภาษีท่องเที่ยว เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในรูปแบบของการอนุรักษ์ร่วมเรียนรู้กับวิถีชุมชน หรือการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยชุมชนอาจรวมกลุ่มกันจัดทำ "โฮมสเตย์"
"เมื่อพึ่งพาทรัพยากรทางทะเลเพื่อการท่องเที่ยว ชุมชนจะเกิดความหวงแหน และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรในท้องถิ่นให้สามารถทำธุรกิจท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน" รศ.ดร.นิรมลทิ้งท้าย

บรรยายใต้ภาพ
รศ.ดร.นิรมล สุธรรมกิจ

ที่มา: นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 8 พ.ย. 2562 (กรอบบ่าย)
News Code: g:matichon g:agency g:paper g:mati p:mtcd v:paperl

Comment
Related