วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

รายงานพิเศษ : นิคมอุตสาหกรรมจะนะ เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้า ความหวังและอนาคตของชาวสงขลาและจังหวัดชายแดนใต้ (3)

 29 ก.ค. 2563 06:23 น. | หมวดหมู่ เศรษฐกิจ และการสร้างรายได้
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
ก่อนที่จะมาถึงเมืองต้นแบบที่ 4 ตามมติของ ครม.ก่อนที่ คสช.จะลงจากอำนาจเพียงไม่กี่วันนั้น ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มีการผลักดัน โดยรัฐบาลให้มีการตั้ง เมืองต้นแบบที่ 1 ที่ อ.หนองจิกจ.ปัตตานีที่เรียกว่า“เมืองเกษตร อุตสาหกรรมไปก่อนหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันได้มีกลุ่มทุนจากประเทศจีน เข้ามาตั้งโรงงานเพื่อแปรรูปผลผลิตจากการเกษตร เช่น โรงงานแปรรูปทุเรียน โรงงานแปรรูปมะพร้าว โรงงานเฟอร์นิเจอร์ และโรงงานปาล์มน้ำมัน
-->
ส่วนเมืองต้นแบบที่ 2ที่ อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเน้นที่การเป็นเมืองท่องเที่ยว และกำลังจะเปิดสนามบินในเร็วๆนี้ และมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ที่คนในพื้นที่ในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านรู้จักกันดี คือ “หมอก” ที่อัยเยอร์เวง มี“สกายวอล์ก”มี ธารน้ำร้อน ธารน้ำเย็น และสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลากหลายรวมทั้ง อาหารของชาว “กวางใส”ดั้งเดิม ที่มีที่เดียวในประเทศไทยซึ่งวันนี้ เมืองต้นแบบทั้ง 2 จังหวัด ส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่มั่นคง และสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่อย่างน่าพอใจ รวมทั้งมีการ“ต่อยอด” ในการค้า การลงทุน ที่ตามมาอีกมาก
ส่วนเมืองต้นแบบที่ 3ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาสซึ่งเน้นที่การเป็นเมืองการลงทุนการส่งออก และธุรกิจระหว่างประเทศ วันนี้ต้องยอมรับว่า การขับเคลื่อนยังเป็นไปด้วยความล่าช้า ทั้งที่ไม่มีการ ต่อต้าน ไม่มีผู้ “เห็นต่าง”แต่ความล่าช้ากลับเกิดจากเรื่อง “ภายใน” รวมทั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ยังเป็น “เรือเกลือ”นั่นเอง
เมืองต้นแบบที่ 4จึงเป็นเมืองสุดท้าย ในนโยบายการขับเคลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สอดรับกับปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า การที่จะให้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ “วนเวียน”ในวิถีทางเดิมๆ ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความ“มั่งคั่ง ยั่งยืน” ในพื้นที่อย่างแน่นอน
คนรุ่นเก่า อาจจะมีวิถีชีวิตอยู่ได้แบบเดิมๆ คือการทำการเกษตร ปลูกยาง ทำสวนผลไม้ ทำไร่ ทำนา ปศุสัตว์ และประมงพื้นที่บ้าน ซึ่งอยู่ได้แต่ไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าเดิมและไม่สามารถสร้างอนาคตใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ในครอบครัว
ปัญหาเก่าๆ เดิมๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้คืออัตราคนว่างงาน ซึ่งในยามปกติ คนใน 3 จังหวัด4 อำเภอ จะเดินทางไปรับจ้าง ในประเทศมาเลเซีย 150,000-200,000 คน และยังมีคนว่างงานในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้ไปทำงานที่มาเลเซียอีกไม่ต่ำกว่า100,000 คน วันที่มาเลเซียปิดประเทศ เพราะ“โควิด-19” คนว่างงานจึงกลายเป็นปัญหาที่หนักหน่วงยิ่ง
ที่สำคัญ ยังไม่รวมตัวเลขของนักศึกษาที่เรียนจบการศึกษาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก 75,000 คนต่อปี ซึ่งถ้าไม่มีการออกแบบให้มีเมืองต้นแบบใน4 จังหวัด จะหางานที่ไหนให้กับคนรุ่นใหม่เหล่านี้ หรือจะต้องให้เขาว่างงาน กลายเป็นปัญหาสังคม เหมือนกับคนรุ่นก่อนที่เป็นอยู่
นี่อาจจะเป็นเหตุผลหลักๆ ที่จำเป็นต้องมี “ทางเลือก” ในการแก้ปัญหา และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการส่งเสริมให้มี “โปรเจกท์”ที่เป็นเรื่องของ“อุตสาหกรรม”
การเข้ามาดำเนินการ“เมืองต้นแบบที่ 4”ที่ อ.จะนะโดยข้อเท็จจริง คือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ได้เข้ามาสร้างขบวนการรับรู้ให้กับคนในพื้นที่ถึงความเป็นมาของ“เมืองต้นแบบที่4ที่จะเป็นโอกาสในการ สร้างงานสร้างเงิน และสร้างอนาคตให้เกิดขึ้น
ในส่วนของ ประมงพื้นบ้าน ซึ่งมีอยู่ประมาณ200คน ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ เมืองต้นแบบที่4เพราะถูกเอ็นจีโอให้ข้อมูลว่า การเข้ามาของอุตสาหกรรม จะทำให้อาชีพประมงพื้นที่หายนะ ศอ.บต. ได้ดำเนินการจัดงบประมาณในการก่อสร้างท่าเรือประมงที่ถาวร ให้กับผู้ที่มีอาชีพประมงพื้นที่ซึ่งปัจจุบัน ไม่มีท่าเทียบเรือ สร้างความยากลำบากให้กับเรือประมงในการนำเรือเทียบท่าและขนส่งสัตว์น้ำ รวมทั้งการให้งบประมาณในการจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านประมงพื้นที่เพื่อรวมกลุ่มในการเพิ่มมูลค่าสัตว์น้ำด้วยการ “แปรรูป” ซึ่ง ศอ.บต.ทำได้ผลในหลายพื้นที่ ที่เป็นชุมชนประมงพื้นบ้าน ใน จ.ปัตตานีเช่นที่อ.สายบุรี ที่อ.หนองจิก จ.ปัตตานีเป็นต้น เป็นการแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในพื้นที่ แต่อาชีพประมงยังอยู่ได้และอยู่อย่างมีอนาคต อุตสาหกรรม เมืองต้นแบบที่4ไม่ได้มาเพื่อ “ไล่ล่า”ให้ประมงพื้นที่ ตกทะเลอย่างที่เข้าใจ
ในส่วนของประชาชนที่เป็นเกษตรกร ศอ.บต.ได้ดำเนินนโยบายให้กรมที่ดิน กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติดำเนินการสำรวจ เพื่อออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชนผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดิน ทั้งที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ดินเขตห้ามล่า ที่ดินเขตป่าสงวน ที่ดินทุ่งสงวนสัตว์ ซึ่งมีจำนวนมากซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นกับคนในพื้นที่ อ.จะนะ เทพา และสะบ้าย้อย ที่คาราคาซังมากว่า 60 ปี
เพื่อให้ชาวบ้านที่ทำการเกษตร มั่นใจว่าจะได้รับสิทธิทำกิน จะได้รับเอกสารสิทธิและไม่ถูกหลวงยึดที่คืนอย่างที่เอ็นจีโอ ได้ปลุกระดม เพื่อให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินดังกล่าวหวาดกลัว และต่อต้านการเกิดขึ้นของ“เมืองต้นแบบที่ 4” ที่ อ.จะนะ นี่ก็เป็นกลยุทธ์ ของเอ็นจีโอ ในการสร้างความสับสน ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน อ.จะนะ
รวมทั้ง ศอ.บต. ยังได้เข้าไปผลักดัน โครงการ “ตำบลสันติสุข” ขนาดเล็ก ในการจัดงบประมาณ เพื่อพัฒนาอาชีพ การรวมกลุ่ม การต่อยอดในโครงการต่างๆ ที่ชาวบ้านดำเนินการโดยติดอาวุธทางปัญญา และช่องทางต่างๆ และงบประมาณเพื่อเป็นการ “เติมเต็ม” ให้กับคนในพื้นที่
และที่สำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือแผนการรองรับการเกิดขึ้นของ“เมืองต้นแบบที่ 4”นั้นคือ มีการประชุมผู้บริหารโรงพยาบาลในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ที่อยู่ในโซนสีแดง คือ จะนะ,เทพา,สะบ้าย้อย และนาทวี เพื่อทำนโยบายสาธารณสุขร่วมกัน คือการจัดตั้งโรงพยาบาลศูนย์ที่ อ.จะนะ เพื่อการให้บริการคนใน 4 อำเภอ โดยไม่ต้องเดินทางมายัง โรงพยาบาลหาดใหญ่ที่เป็นโรงพยาบาลศูนย์
และมีการประชุมสถานศึกษาใน 4 อำเภอซึ่งเป็นที่ตั้งวิทยาลัยชุมชน เป็นที่ตั้งของวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวะ เพื่อให้สถานศึกษาทั้งหมด ได้พบกับกลุ่มผู้ลงทุน เพื่อวางแผนการผลิตนักศึกษา ปวช.,ปวส. ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาดแรงงานซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้น
ซึ่งประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับคนในพื้นที่ว่าพวกเขาจะได้ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องใช้แรงงาน 100,000 คนขึ้นไป พวกเขาจะไม่ถูกหลอกลวง ให้หลงดีใจอย่างการเกิดขึ้นของโรงงานแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย และโรงไฟฟ้าจะนะ 1 และ 2ที่สุดท้ายพวกเขาเป็นได้ แค่พนักงานระดับล่างเท่านั้น
เหรียญย่อมมี 2 ด้านเช่นเดียวกับ ข้อมูลที่เกี่ยวกับ เมืองต้นแบบที่ 4 ที่ อ.จะนะ ก็มี 2 ด้าน เพื่อการรับรู้ ดังนั้น ข้อมูลทั้ง 3 ตอนที่ได้นำเสนอ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึง ข้อดี ข้อเสียผลประโยชน์ที่ประเทศชาติ ประชาชน และคนในพื้นที่จะได้รับจากการเกิดขึ้นของ“เมืองต้นแบบที่4”หรือ “เมืองอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” เพื่อที่จะ“เห็นต่าง”หรือ“เห็นด้วย”และที่สำคัญที่สุดคือ
การที่จะ“ยุติ”ปัญหาการก่อการร้าย การแบ่งแยกดินแดน ไม่สามารถที่หยุดได้ด้วยใช้งบประมาณในการต่อสู้ด้วยกำลังและอาวุธ ซึ่ง 16 ปีที่ผ่านมาได้ใช้งบประมาณไปแล้วถึง 300,000 ล้าน แต่“ไฟใต้”ยัง“โชนแสง” การตัดสินใจใช้การ“พัฒนา”จึงเป็นทางออกสุดท้ายสำหรับการ“ยุติ”ปัญหาของไฟใต้ที่ชัดเจนที่สุด

ที่มา: www.naewna.com
News Code: pol g:naewna g:agency p:wnn v:netnews

Comment
Related