วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

รายงานพิเศษ: 'ไฟใต้'ภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่เห็นชัยชนะของ'กอ.รมน.ภาค4'

 17 ก.ค. 2564 02:20 น. | หมวดหมู่ การ รปภ. ในชีวิต และทรัพย์สิน
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

เมือง ไม้ขม รายงาน
ต้องยอมรับความจริงว่า สถานการณ์ของ โควิด-19 ที่ระบาดเป็นปีที่ 2 ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ซ้ำเติม สถานการณ์โดยรวมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ปัตตานี, ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลาให้หนักหนามากยิ่งขึ้น
เพราะนอกจากความรุนแรงในเรื่องของ การก่อการร้าย ที่ยังดำรงอยู่อย่างเข้มแข็งทั้งด้าน การทหาร และด้าน การเมือง ของฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่นำโดย บีอาร์เอ็น แล้ว ยังมีเรื่องของความ ยากจน ที่เข้ามา รุมเร้า จากการระบาดของ โควิด-19 ที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนอยู่แล้วต้องยากจนยิ่งขึ้น
ที่บอกว่างาน การทหาร และงาน การเมือง ของบีอาร์เอ็นยังดำรงอยู่อย่างเข้มแข็ง เห็นได้จากที่แม้จะมีปัญหาเรื่องการระบาดของ โควิด-19 อย่างรุนแรง มีการปิดหมู่บ้านปิดตำบลมากมาย และมีการ ปิดพรมแดน มีการ ซีล พื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซียร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่กองกำลังติดอาวุธหรือ อาร์เคเค ของบีอาร์เอ็นยังสามารถปฏิบัติการทางทหารด้วยการซุ่มโจมตี วางระเบิด และ ปะทะกับกำลังทหารหน่วย จรยุทธ์ มาโดยตลอดใน 2 ปี
ล่าสุด ยังสามารถใช้กำลังเพียงไม่กี่คนของ อาร์เคเค ในการหลอกล่อให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องสนธิกำลังกับตำรวจในพื้นที่นับร้อยนายเข้าปิดล้อมและยิงปะทะ ได้นานถึง 7 วัน ในพื้นที่ป่าสาคูของ ต.กะดุนง อ.สายบุรี ซึ่งเป็นการ สู้ตาย และหลังการปิดล้อมพบว่า อาร์เคเค มีเพียง 2 ศพเท่านั้น
และ แนวร่วม ใน อ.จะนะ จ.สงขลา ยังได้ เอาคืน ในทันทีทันควัน ด้วยการวางระเบิดแสวงเครื่องทหารหน่วย จรยุทธ์ จนกำลังทหารต้อง พลีชีพ 1 นาย และบาดเจ็บทั้งชุด 3-4 นาย ที่สำคัญผ่านไปแล้วร่วม 1 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถติดตาม แนวร่วม ที่ปฏิบัติการต่อหน่วยทหาร จรยุทธ์ กลุ่มนี้ได้ว่าหลบซ่อนที่ไหน และการสืบสวนสอบสวนก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของ อาร์เคเค กลุ่มไหน มีเพียงการสันนิษฐานจากงาน การข่าว ว่าน่าจะเป็นของนายนั่นนายนี่ที่เคลื่อนไหวในพื้นที่
เหตุการณ์วางระเบิดที่ ต.บ้านนา อ.จะนะ จ.สงขลา บอกอะไรได้หลายอย่าง และอย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่ไหนแต่ไรมา อ.จะนะ ยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเคลื่อนไหวทั้งการ ทหาร และ การเมือง ของบีอาร์เอ็น ในงานด้านการ ทหาร จะเห็นว่าในแต่ละปี แนวร่วม หรือ อาร์เคเค ในพื้นที่จะต้องแสดง ศักยภาพ ก่อเหตุร้ายด้วยการใช้ระเบิดแสวงเครื่องต่อเจ้าหน้าที่ 2 ถึง 3 ครั้ง เพื่อเป็นการแสดง ศักยภาพ และเป็นการแสดงถึงการมี ตัวตน ของบีอาร์เอ็นใน อ.จะนะ จ.สงขลา
ส่วนงานด้าน การเมือง ถ้าหน่วยข่าวของ กอ.รมน. หรือ สันติบาล มีความรู้และเกาะติดพื้นที่จริง จะรู้ว่างานด้าน การเมือง ของบีอาร์เอ็นมีความเข้มข้นมากกว่าในพื้นที่ อ.เทพา, อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อยด้วยซ้ำ เพราะ จะนะ มีฐาน การเมือง มีสถาบันการศึกษาที่เป็น สาขา ของสถานศึกษาที่อยู่ในขบวนการแบ่งแยกดินแดน และมีกลุ่มที่สนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนเป็นจำนวนมาก
17 ปี ที่ผ่านมาของ ไฟใต้ ระลอกใหม่ จะนะ จึงยังเป็นดินแดนที่เป็น กันชน ในการรักษา ไข่แดง อย่างอำเภอหาดใหญ่เอาไว้ และเป็น 17 ปีที่น่าคิดและน่าเป็นห่วงที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าไม่สามารถที่จะทำให้พื้นที่ของ อ.จะนะ เป็นพื้นที่ สีเขียว ได้เลย
ถามว่าความสำเร็จของการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบ จากขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดหวัดชายแดนภาคใต้จะ ยุติ ได้อย่างไร จะทำให้ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาสมีความสงบได้อย่างไร ในเมื่อ อ.จะนะที่อยู่ใกล้กับ อ.หาดใหญ่ และ อ.เมืองสงขลาที่สุด ยังเป็นดินแดนที่มีการก่อเหตุร้ายและยังเป็นฐานทาง การเมือง ในการ บ่มเพาะ คนหนุ่มสาวและเยาวชนเข้าสู่ขบวนการ
ถามว่า จะนะ, เทพา, นาทวี และสะบ้าย้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ค่อนข้างผสมกลมกลืน ระหว่างประชากรที่เป็น พุทธ และ มุสลิม ที่ดีกว่าพื้นที่ของปัตตานี, ยะลา และนราธิวาสนั้น หน่วยงานความมั่นคงยังใช้นโยบาย พหุวัฒนธรรม เพื่อสร้าง สันติสุข และหยุดการ บ่มเพาะ เยาวชนเข้าสู่ขบวนการไม่ได้ผล
ถามต่อไปว่า ผู้นำกลุ่มที่ก่อวินาศกรรมจนเจ้าหน้าที่ทหารต้อง พลีชีพ และบาดเจ็บ ล่าสุดเป็นเยาวชนในพื้นที่ อ.จะนะใช่หรือไม่ และเป็น แนวร่วม กลุ่ม หน้าขาว ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ตอบโจทย์ได้เลยว่า งาน การเมือง และงาน การทหาร ในพื้นที่ อ.จะนะ เติบโตอย่างต่อเนื่อง และ แนวร่วม ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มนี้ แต่ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้ปรากฏตัว ยังอยู่ในสถานะของกลุ่ม หน้าขาว ซึ่งเจ้าหน้าที่ การข่าว ยังไม่มีประวัติของ แนวร่วม เหล่านี้
ถามต่อไปว่า เป็นหน้าที่ของใครในการที่จะดับ ไฟใต้ ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา นั่นคือ จะนะ, เทพา, นาทวี และสะบ้าย้อย เป็นหน้าที่ของ ฉก.สงขลาใช่หรือไม่ และ ฉก.สงขลาเป็น ฉก.เดียวที่มีพื้นที่รับผิดชอบเพียง 4 อำเภอ ในขณะที่ ฉก.ในจังหวัดอื่นๆ มีพื้นที่รับผิดชอบทั้งจังหวัด
ก็ไม่ทราบว่าตลอดเวลา 17 ปี ที่ผ่านมา การดับ ไฟใต้ ของกองทัพภาค 4 ในชื่อและในรูปแบบต่างๆ จนมาถึง ณ ปัจจุบันที่เรียกว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้านั้น มีนโยบายอย่างไรกับพื้นที่ของ 4 อำเภอ โดยเฉพาะ อ.จะนะ ซึ่งเป็นพื้นที่ กันชน ของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
แต่จำได้ว่าเคยมีการใช้มาตรา 21 ในพื้นที่ 4 อำเภอ เพื่อให้ แนวร่วม ออกมารายงานตัวและนำเข้าสู่ขบวนการของ ม.21 นั่นคือไม่มีความผิดทางอาญา ยกเว้นมีคดีเก่าที่เป็นคดีอาญาที่มีโจทก์อยู่ก่อน ที่จะต้องไป แก้ต่าง ในกระบวนการยุติธรรม
แต่...สุดท้าย ม.21 ก็ไม่ จูงใจ ให้ แนวร่วม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนออกมารายงานตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการ นิรโทษกรรม เพราะจำได้ว่ามีผู้เข้าสู่กระบวนการ ม.21 ไม่น่าจะเกิน 4 คน และมาตรการนี้ก็จบลงแบบ ไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งก็ไม่ทราบว่า ณ วันนี้ ในพื้นที่ 4 อำเภอยังมีการใช้ ม.21 เพื่อเปิดโอกาสให้ แนวร่วม ขบวนการบีอาร์เอ็นออกมามอบตัว เพื่อไม่ต้องรับโทษทางอาญาหรือไม่
วันนี้สถานการณ์ใน 4 อำเภอของ จ.สงขลา จึงมีสถานะที่ไม่ได้แตกต่างจากพื้นที่ของ 3 จังหวัด ทั้งที่ จ.สงขลามีเพียงพื้นที่เคลื่อนไหวของ แนวร่วม บีอาร์เอ็น แค่ 4 อำเภอเท่านั้น แต่หน่วยงานความมั่นคงก็ เอาไม่อยู่ รวมทั้งปฏิบัติการทั้งทาง ทหาร และ การเมือง ของฝ่ายความมั่นคง ก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างจากพื้นที่ของ 3 จังหวัด
สรุปคือ สถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงที่เกิดการระบาดของ โควิด-19 ซึ่งมีผลกระทบกับงานด้านความมั่นคงและงานด้านการพัฒนาพื้นที่ รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จนทุกอย่าง ชะงักงัน และ ซ้ำเติม ความเลวร้ายในพื้นที่ให้มากยิ่งขึ้น แต่สำหรับ บีอาร์เอ็น แล้ว โควิด-19 กลับไม่มีผลกระทบทั้งงานด้าน การทหาร และ การเมือง ทั้งในพื้นที่และในมาเลเซีย รวมทั้งในเวทีโลก
หลัง โควิด-19 ผ่านไปจึงอาจจะได้เห็นการ ขับเคลื่อน ของบีอาร์เอ็นด้าน การเมือง โดยผ่านทางปีกการเมืองที่เป็นภาคประชาสังคมในพื้นที่ และผ่านทางองค์กรระหว่างประเทศอย่าง เจนีวาคอล และ ไอซีอาร์ซี ส่วนงานทางด้าน การทหาร อาจจะมีความรุนแรงมากขึ้นเพื่อให้ สอดคล้อง กับงาน การเมือง และปัญหาของ มวลชน ที่ได้รับความเดือดร้อนทุกข์ยากจาก ภัยแทรกซ้อน ที่มาจาก โควิด-19 ซึ่งต้องยอมรับว่าหน่วยงานของรัฐไม่สามารถดูแลช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากลำบากยากจนได้อย่างทั่วถึง และกลายเป็น จุดอ่อน ให้บีอาร์เอ็นใช้เป็นการ โจมตี การบริหารของรัฐบาล
คาดหวังที่จะเห็นฝ่ายความมั่นคงแก้ประเด็นปัญหา ไฟใต้ได้ตรงจุด แต่เมื่อมองถึงข้อเท็จจริงที่เห็นอยู่จนชินชาก็ไม่กล้าคาดหวังมากนัก เพราะที่กล่าวมาล้วนเป็น งานหนัก และเป็น งานใหญ่ แต่..ในเมื่องานเล็กๆ อย่างการติดตามปืนสงคราม 20 กระบอก ของกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดนที่ 2 จ.นราธิวาส ที่ผ่านไปแล้ว 2 เดือน ยังไม่มีวี่แววของทั้งปืนและคนร้าย ก็ได้แต่ ปลงอนิจจัง
โจรในเครื่องแบบยังจับยากจับเย็น แล้วจะจับโจรแบ่งแยกดินแดนได้สำเร็จอย่างไร.

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 2564
News Code: pol crim terr g:thaipost g:agency g:paper p:tpd v:paperl

Comment