วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

รายงานพิเศษ: เกษตรกร'บ้านฮูแตทูวอ' ปลื้มปลูก'เมล่อน'ขายผ่านออนไลน์

 11 ก.ค. 2563 06:43 น. | หมวดหมู่ เศรษฐกิจ และการสร้างรายได้
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง
ในอดีตบ้านฮูแตทูวอ หมู่ 4 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ประสบปัญหาในการทำมาหากินเพราะหน้ามรสุมไม่สามารถออกไปทำประมงได้ ครั้นจะทำการเกษตรก็มีปัญหาเรื่องดินเรื่องน้ำ แต่หลังจากสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริเข้ามาช่วยเหลือ โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ส่งผลให้ชาวบ้านที่นี่สามารถปลูกพืชผักผลไม้ได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตทางการเกษตรเด่นๆ คือ เมล่อนหลากสายพันธุ์และฟักทองลายทอง พันธุ์ไต้หวัน สร้างรายได้เสริมให้แต่ละครอบครัวเดือนละหลายพันบาท
อย่างที่นายสมาน ผ่านพรม อายุ 57 ปี ปราชญ์ชาวบ้านและประธานกลุ่มปลูกผัก ศูนย์ไร่เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้าน ฮูแตทูวอ เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนชาวบ้านมักปลูกพืชอย่างเดียว เช่นแตงโมขายได้ก.ก.ละ 3-5 บาท แต่พอปิดทองฯ เข้ามาให้ความรู้ในเรื่องการปรับปรุงคุณภาพดินและจัดการระบบน้ำตั้งแต่ปี 2559 ทำให้ชาวบ้านปลูกพืชได้ทั้งปี ทั้งเมล่อน ฟักทองลายทองและพืชผักสวนครัว โดยได้จัดสรรงบประมาณกว่า 1 ล้านบาท เพื่อขุดเจาะน้ำบาดาล และทางกรมทรัพยากรน้ำบาดาลมาช่วยตรวจสอบให้น้ำใช้ได้จริง ค่า ph น้ำอยู่ที่ 5.5-5.6 ซึ่งเหมาะกับการเพาะปลูก
ทั้งนี้ในศูนย์มีพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมปลูกพืชผัก 50 ราย มีเกษตรกรปลูกเมล่อนในโรงเรือน 8 โรง นอกจากนี้ยังปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ และปลูกฟักทองลายทองในแปลง 2 ไร่ ได้ผลผลิตประมาณ 5 ตัน ขายได้ก.ก.ละ 40 บาท ซึ่งแม้ที่ผ่านมาจะมีปัญหาโรคโควิด-19 ในช่วงเดือนมี.ค. ไม่มีคนมาศึกษาดูงานหรือมาอบรมที่ศูนย์ทำให้ขายไม่ได้ แต่โชคดีที่อยู่ในช่วงเดือนรอมฎอนจึงขายให้ชาวมุสลิมในพื้นที่
นายสมานให้ข้อมูลว่า พื้นที่บ้านฮูแตทูวอเป็นดินทรายและดินเปรี้ยว ส่วนตัวศึกษาศาสตร์พระราชามานานแล้ว จึงเริ่มทดลองจากที่ดินของตัวเองด้วยการปรับปรุงดินก่อน ใช้ปูนขาว ปุ๋ยหมัก อินทรียวัตถุ เพื่อช่วยให้ดินคืนสภาพ ช่วงแรกปลูกผักสวนครัวทุกชนิด ตามด้วยปลูกผักสลัด กระทั่งเริ่มปลูกเมล่อนพันธุ์เนื้อส้ม และตอนนี้ปลูกพันธุ์คิโมจิของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากนำศาสตร์พระราชามาปรับสภาพดิน และแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้แล้ว ชีวิตความเป็นอยู่และรายได้ของ ชาวบ้านดีขึ้นทันที ผู้มาศึกษาดูงานและลูกค้าทั่วไปมาซื้อผลผลิตจนไม่พอขาย
ด้านนายทัณฑวัต พุทธวงค์ หัวหน้างานพื้นที่ปิดทองฯ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แจกแจงรายละเอียดว่า ทางปิดทองฯ ได้เข้ามาทำโครงการโรงเรือนนวัตกรรมปลูกพืชผักตลอดทั้งปี ที่บ้านฮูแตทูวอซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2559 สืบเนื่องมาจากหมู่บ้านนี้ประสบปัญหาในการประกอบอาชีพ เพราะถ้าถึงหน้ามรสุมชาวบ้านไม่สามารถออกไปหาปลาได้ ปลูกพืชอะไรก็ไม่ได้ผลเพราะเป็นดินทราย ทางปิดทองฯ จึงได้สนับสนุนให้รวมตัวกันประมาณ 50 คน เพื่อมาทำแปลงเกษตรต้นแบบในเนื้อที่ 12 ไร่ โดยใช้โรงเรือนและมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้เช่นเกษตรจังหวัดปัตตานี และศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส เพื่อนำวัตถุดิบในท้องถิ่นอย่างเศษปาล์มที่เหลือจากการทำน้ำมันปาล์มมาทำปุ๋ยหมัก
เมื่อปี 2561 ปิดทองฯได้คัดเลือกเกษตรกรเข้าโครงการ 6 ราย สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการทำโรงเรือน ขนาด 6 ม. คูณ 12 ม. ตกโรงละ 4 หมื่นบาท โดยปลูกผักสลัดและเมล่อนทั้งพันธุ์ทิเบตและคิงเรด ปรากฏว่าได้ผลผลิตดี พันธุ์ทิเบตสีเขียวเฉลี่ยลูกละ 2.5 ก.ก. ส่วนพันธ์คิงเรดสีเหลืองเฉลี่ยก.ก.ละ 1.6 ก.ก. ขายได้ก.ก.ละ 90-100 บาท ใช้ระบบน้ำหยด มีคนสั่งจองผลผลิตที่ขายผ่านออนไลน์ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ต่อรอบประมาณ 23,000-27,000 บาท ปีหนึ่งปลูกได้ 3 รอบ เกษตรกรต่างพอใจมากเพราะรายได้ดีกว่าปลูกพืชอย่างอื่น
"นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเข้ามาดูโครงการนี้และเห็นว่าประสบความสำเร็จ เมื่อปีที่แล้วจึงจัดงบฯมาสนับสนุนเกือบ 5 แสนบาท เพื่อมาสร้างโรงเรือนเพิ่มอีก 12 โรง ทางปิดทองฯ ก็ได้คัดเลือกเกษตรกรอีก 12 รายมาร่วมโครงการและกำลังดำเนินการขอการรับรองมาตรฐาน GAP พร้อมกันนั้นทางบริษัทประชารัฐรักสามัคคีจังหวัดนราธิวาสได้ประสานกับทางโรงพยาบาลนราธิวาสเพื่อนำผลผลิตต่างๆ ของสมาชิกไปขายรวมทั้งเมล่อนด้วย" นายทัณฑวัตกล่าว และว่า ในปีนี้ทางนิคมสหกรณ์บาเจาะจะสนับสนุนงบประมาณในการสร้างโรงเรือนขนาด 6 ม. คูณ 24 ม. อีก 10 โรง รวมเป็นทั้งหมดมี 28 โรง
ทีนี้มาคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกเมล่อนอีกราย "นางรอมละ นิดิง" อายุ 43 ปี บอกว่า เริ่มปลูกเมล่อนพันธุ์ทิเบตเมื่อปีที่แล้ว แต่ผลผลิตไม่หวานจึงไม่ได้ขาย แจกญาติและเพื่อนๆ พอปีนี้ปลูกเมล่อนอีกครั้งเมื่อปลายเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เปลี่ยนเป็นพันธุ์ฮามิกัวและเก็บผลผลิตขายแล้วได้เงินหมื่นกว่าบาท ทำให้มีรายได้เป็นค่า เล่าเรียนของลูก ดังนั้นจึงปลูกเมล่อนต่ออีก ใช้เวลาปลูก 3 เดือน จะเก็บผลผลิตได้ในเดือนมิ.ย.
สาเหตุที่ครั้งแรกปลูกเมล่อนไม่ได้ผลดีเพราะมีปัญหาฝนตกทำให้เกิดเชื้อรา ในการปลูกรอบ 2 และรอบที่ 3 จึงแก้ปัญหาด้วยการใส่ไตรโคเดอร์มาในหลุมปลูก โดยใน 1 โรงเรือนจะปลูกได้ประมาณ 160 ต้น รอบที่ 2 นี้ได้ผลผลิต 100 กว่าลูก ขายส่งก.ก.ละ 80 บาท มีคนไปขายต่อก.ก.ละ 100 บาท ซึ่งจะมีพรรคพวกนำไปลงเฟซบุ๊กช่วยขายให้ และบางส่วนทางปิดทองฯ ประสานให้ไปขายในโรงพยาบาลและศูนย์ราชการ
"การปลูกครั้งแรกเป็นการลองผิดลองถูก หลังจากนี้คิดว่าจะปลูกเมล่อนไปเรื่อยๆ เพราะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น"
สนใจผลผลิตต่างๆ ของศูนย์แห่งนี้ติดต่อสอบถามได้ที่นายสมาน ผ่านพรม 09-3795-4224

บรรยายใต้ภาพ
สมาน ผ่านพรม กับแปลงผัก
รอมละ นิดิง
ฟักทองลายทอง

ที่มา: นสพ.ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 ก.ค. 2563 (กรอบบ่าย)
News Code: loc agri env g:khaosod g:agency g:paper g:mati p:ksd v:paperl

Comment
Related