วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

รายงานพิเศษ: อีกก้าวหนึ่งของ 'ไฟใต้' เมื่อ 'โอไอซี' ขานรับความเป็นตัวตนของ 'บีอาร์เอ็น'

 09 ม.ค. 2564 02:21 น. | หมวดหมู่ การเมือง
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

เมือง ไม้ขม
การที่หน่วยงานกาชาดสากลระหว่างประเทศ หรือ ไอซีอาร์ซี ยอมย้ายที่ตั้งจาก จ.ปัตตานี หรือออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดมาตั้งสำนักใหม่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ไม่ได้หมายถึงความสำเร็จของกระทรวงการต่างประเทศ หรือ "กต." และสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ "สมช." ที่สามารถผลักดันให้องค์กรของฝรั่งต่างชาติที่กำลัง "ออฟไซด์" หรือ "ล้ำเส้น" ปฏิบัติงานเหนือขอบเขต และอาจจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของแผ่นดินไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่เป็นความ อ่อนด้อย ของ กต.และ สมช.ที่ไม่สามารถ "กดดัน" ให้ ไอซีอาร์ซี ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับไปยังสำนักงาน "ส่วนกลาง" ที่ กทม.ตามจุดประสงค์หลักที่ควรจะเป็น เพราะจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่ถึงคิวที่ ไอซีอาร์ซี และ เจนีวาคอล รวมทั้ง แพทย์ไร้พรมแดน และองค์กรอื่นๆ ทั้งหมดที่เป็น ต่างชาติ เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่แบบ ถาวรเพราะความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ใช่การ ขัดกันด้วยอาวุธ ยังไม่มี สงคราม ยังไม่มีเชลยศึกยังไม่มีผู้สูญหายจากสงคราม ที่มีการประกาศอย่างชัดเจน ที่สำคัญทุกเรื่องที่เกิดขึ้น รัฐไทยมีหน่วยงานที่เข้าไปดูแลครบขบวนการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สิทธิมนุษยชน เรื่องของ มนุษยธรรม และเสรีภาพของการปกครอง ของการนับถือศาสนา และแม้แต่เรื่องการพัฒนาหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต.ก็ดำเนินการครบถ้วนในทุกมิติ ดังนั้น กต.และ สมช. จะต้องดำเนินการด้าน การทูต ในด้านความ มั่นคง เพื่อการทำความเข้าใจกับ ไอซีอาร์ซี ต่อไปให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานในพื้นที่ ทั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต.ที่เห็นพ้องต้องกันว่า ไอซีอาร์ซี จะต้องออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว
ซึ่งอาจจะไม่ง่ายเพราะ ไอซีอาร์ซี กล่าวอ้างตลอดว่ารัฐไทย มีการเซ็นสนธิสัญญาไว้หลายฉบับกับสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ในเรื่องของ สิทธิมนุษยชน และอื่นๆ ที่เข้าข่ายที่องค์กรต่างชาติอย่าง ไอซีอาร์ซี และ เจนีวาคอล สามารถเข้ามาเพื่อตรวจสอบและเพื่อเป็นผู้ประสานงาน หรือเป็น คนกลาง ในการยุติปัญหาที่เกิดขึ้น
แต่...ข้ออ้างของ ไอซีอาร์ซี อ้างไม่ขึ้นกับสถานการณ์ที่ดำรงอยู่ใน 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เพราะสถานการณ์ ณ วันนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีสถานการณ์ไหนที่เป็น อาร์มคอนฟลิกต์ และที่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องของการ ขัดกันด้วยอาวุธ และละเมิดสิทธิมนุษยชน และยิ่งในเรื่องการช่วยเหลือด้าน มนุษยธรรม ยิ่งไม่ต้องอ้างถึง และผู้นำศาสนาเองก็ "ฟัตวา" ไปแล้วว่าแผ่นดิน 3 จังหวัด 4 อำเภอของ จ.สงขลา ไม่ใช่แผ่นดินแห่ง ดารุนอารบี ที่นี่ไม่มีเรื่องของ ญิฮาด และคนร้ายที่เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่เข้าข่ายชาอีด แต่อย่างใด
ที่สำคัญแม้ว่า ไอซีอาร์ซี จะระบุชัดว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นมีตัวตน และเป็นผู้ปฏิบัติการด้วยความรุนแรง มีเป้าหมายในการแบ่งแยกดินแดนซึ่ง "ไอซีอาร์ซี" ก็เป็นเรื่องที่ ไอซีอาร์ซี และ เจนีวาคอล อ้างฝ่ายเดียว เพราะ 17 ปีที่บีอาร์เอ็นปฏิบัติการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาค ใต้และในพื้นที่อื่นๆ บีอาร์เอ็นไม่เคยที่จะแถลงข่าวว่าเป็นผู้ก่อเหตุ
วันนี้สถานะของบีอาร์เอ็นคือ องค์กรลับ ที่ไม่เคยเปิดเผยว่าในองค์กรมีใครเป็นประธาน ใครเป็นเลขาธิการ ใครเป็นผู้นำจิตวิญญาณ ใครเป็น ผบ.กองกำลัง และ ฯลฯ ที่เห็นอยู่และรับทราบถึงโครงสร้างและ แกนนำ ทั้งในประเทศมาเลเซียและในประเทศไทย ล้วนเป็นรายละเอียดที่ การข่าว ของรัฐไทยเป็นผู้หาข่าวและเขียนขึ้น ไม่เคยมีสักครั้งที่บีอาร์เอ็นจะเปิดเผย "ตัวตน" แม้แต่ในเวทีการ พูดคุย บีอาร์เอ็นก็ขาดความชัดเจนมาโดยตลอด
สิ่งที่เขียนทุกครั้งว่า ไอซีอาร์ซี คือ ภัยความมั่นคง ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่รัฐบาลต้องผลักดันให้ออกไป เพราะเห็นเอกสารที่ ไอซีอาร์ซี ส่งให้ กต. ซึ่งเป็นแผนงานที่จะเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบ 20 เรื่อง ล้วนเป็นเรื่องที่ผิดปกติและต้องไม่ปล่อยให้ ไอซีอาร์ซี ดำเนินการไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเข้าไปปฏิบัติการในโรงพยาบาล เพื่อหาข้อมูลผู้บาดเจ็บ การเชิญเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ทหาร ตำรวจ พลเรือน ไปต่างประเทศ เป้าหมายที่ เจนีวา การเข้าไปสานสัมพันธ์กับสถานศึกษา เช่น วิทยาลัยชุมชน และการเข้าไปดูแลครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่กว่า 50 ครอบครัว และอื่นๆ ที่ล้วนแต่เป็นเรื่องที่หน่วยงานในพื้นที่มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการได้
ข้อที่ชวนสงสัยคือ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบครัวผู้สูญเสียไม่ได้มีเพียงครอบครัวที่มีสมาชิกเป็น คนร้าย เป็น แนวร่วม ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่มีครอบครัว ไทยพุทธ ครอบครัวเจ้าหน้าที่รัฐ กองกำลังท้องถิ่น เช่น ชรบ. ทหารพราน และอื่นๆ ที่สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจากปฏิบัติการของกองกำลังติดอาวุธ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน แต่ ไอซีอาร์ซี ไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้ "ชี้ชัด"ว่า ไอซีอาร์ซี เลือกที่จะดูแลให้ความรู้กับเฉพาะกลุ่มผู้ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น
วันนี้ ไอซีอาร์ซี ได้ยื่นแผนเพื่อเข้าปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อ "กต." แล้ว และยืนยันที่จะปฏิบัติการในพื้นที่ต่อไปโดยตั้งสำนักงานอยู่ใน อ.หาดใหญ่ แทนที่จะอยู่ใน จ.ปัตตานี ซึ่งการอยู่ใน อ.หาดใหญ่ ก็ไม่ต่างจากอยู่ใน จ.ปัตตานี เพราะระยะทางห่างกันแค่ 90 กิโลเมตรเท่านั้น
และหากรัฐบาลที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ยังไม่ตัดสินใจให้เด็ดขาดด้วยการสั่งการให้ ไอซีอาร์ซี ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อเถอะการ ดับไฟใต้ จะมีปัญหาอุปสรรคที่เกิดจาก ไอซีอาร์ซี และ เจนีวาคอล มากกว่าปัญหาและอุปสรรคที่มาจาก บีอาร์เอ็น เพราะวันนี้อิทธิพลของบีอาร์เอ็นในพื้นที่กำลัง "อ่อนโทรม" ลงแล้ว บีอาร์เอ็นหวังเพียงให้องค์การระหว่างประเทศอย่าง ไอซีอาร์ซี, เจนีวาคอล และอื่นๆ ให้ความช่วยเหลือ เพื่อใช้เวทีของสหประชาชาติในการขับเคลื่อนงานการเมือง เพื่อไปสู่เป้าหมาย
ดังนั้นการ ดับฝัน ของบีอาร์เอ็นคือต้องไม่ให้พื้นที่กับ ไอซีอาร์ซี ได้หยัดยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่สำคัญ การ สอดประสานกัน ระหว่าง ไอซีอาร์ซี เจนีวาคอล และบีอาร์เอ็น คือวันนี้องค์กรมุสลิมโลก หรือ โอไอซี ได้บรรจุเรื่องขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น เข้าไปในรายงานการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของ โอไอซี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือว่านี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ โอไอซี ให้การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นอย่างชัดเจน
ครับคนตายน้อยลง ระเบิดแสวงเครื่องลดความถี่ลง ไม่ได้หมายความว่าแผ่นดิน ปลายด้ามขวาน กำลังเข้าสู่ความ สันติสุข เพราะวันนี้การแบ่งแยกดินแดน การที่จะให้แผ่นดินปลายด้ามขวานเป็นเขตปกครองตนเองหรือเขตปกครองพิเศษ เขาไม่ได้ใช้กำลังพล ไม่ได้ใช้อาวุธเป็นด้านหลัก เขาใช้เวทีของสหประชาชาติ ยูเอ็น และองค์กรมุสลิมโลก หรือ โอไอซี เป็นเวที โดยมีองค์การระหว่างประเทศ เช่น ไอซีอาร์ซี และ เจนีวาคอล ที่เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ โดยมีนายทหารใหญ่ นักการทูต นักวิชาการ ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญทำตัวเป็น กุนซือ และทำหน้าที่ ล็อบบียิสต์ โดยไม่ได้คำนึงถึงความสูญเสียที่ประเทศชาติจะได้รับแต่อย่างใด
เรื่องที่เขียนมาทั้งหมด ถ้ารัฐบาล กองทัพ สภาความ มั่นคงฯ ยัง "มะงุมมะงาหรา" ต่อไป อีกไม่กี่ปีข้างหน้าสถาน การณ์อย่างปี 2547 อาจจะเกิดขึ้นกับ แผ่นดินปลายด้ามขวานอีกครั้ง และครั้งนี้อาจจะ "สาหัสสากรรจ์" จนถึงกับต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่เลวร้ายกว่าปี 2547 ก็เป็นได้.

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 ม.ค. 2564
News Code: pol crim g:thaipost g:agency g:paper p:tpd v:paperl

Comment