วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

อย่าดูถูกพลังเยาวชนรุ่นใหม่ คำเตือนสติคนชื่อ'ประยุทธ์'

 31 ก.ค. 2563 04:55 น. | หมวดหมู่ การเมือง
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

กรศิริ
หลังจากที่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ได้พยายามจัดแฟลชม็อบ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วยุบสภาเพื่อให้เลือกตั้งใหม่ ซึ่งต้องชะงักเว้นไปในช่วงสถานการณ์วิกฤตโควิด-19
และที่สำคัญก็คือ การที่รัฐบาลมีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ซึ่งทำให้การชุมนุมกลายเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญก็ตาม
แต่เมื่อรัฐบาลเล่นเกมยื้อในการต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉินออกไปเรื่อยๆ แม้จะอ้างว่าเป็นความจำเป็นในการบริหารจัดการเพื่อรับมือวิกฤตไวรัสโควิด-19 แต่ก็ถูกมองว่าผลประโยชน์แอบแฝงทางการเมือง ก็คือการทำให้ม็อบ ของบรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ทำไม่ได้ไปด้วย
กระแสความไม่พอใจกับข้ออ้างของรัฐบาลจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศที่เป็นศูนย์นั้น ไม่ได้เหมาะสมกับการที่ต้องมีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินอีกแล้ว
สุดท้าย ก็มาถึงจุดที่ไม่ต้องการจะรอคอยอีกต่อไป ทำให้เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลายเป็นจุดเริ่มต้นการรวมพลังรอบสองเพื่อยื่นขอเรียกร้องต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
โดย กลุ่มสหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศ ไทย หรือสนท. และ เยาวชนในนามกลุ่มเยาวชนปลด แอก-Free YOUTH รวมตัวจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงออกแนวคิดทางการเมือง มีการตั้งเป็นเวทีขนาดย่อม โดยมีผู้ร่วมชุมนุมพร้อมใจกันไปเข้าร่วม จน ถึงขั้นมีการชุมนุมบนถนน มีการตะโกน "ประยุทธ์ ออกไป" พร้อมทั้งชูสามนิ้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ใช้เครื่องขยายเสียงพูดขอความร่วมมือไม่ให้ผู้ชุมนุม ลงถนน โดยขอให้ผู้ชุมนุมกลับขึ้นไปอยู่บนฟุตปาธแทน เพราะจะเป็นการกีดขวางการจราจร
นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ ได้ขึ้นพูดบนเวทีว่า "มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาบอกว่าเราอาจจะทำผิด ม.116 แต่วันนี้พวกเรามาอย่างสันติ อย่าปิดกั้น เรารู้ว่าพี่ตำรวจไม่อยากมาปิดกั้นพวกตนหรอก แต่เป็นเพราะนายของพวกพี่สั่งมา ถูกบังคับมา แต่นายของพวกพี่คือประชาชนที่อยู่ตรงนี้ ทุกๆ คน เราไม่ใช่ศัตรูกัน เราคือประชาชน เราใช้สิทธิตาม รัฐธรรมนูญ หน้าที่ของตำรวจคือการพิทักษ์สันติราษฎร์ เมื่อราษฎร์มารวมตัวกันอย่างสันติ มาเรียกร้องประชาธิปไตย อย่าปิดกั้นพวกเราเลย พี่อยากให้ลูกหลาน โตมาอยู่ในสังคมแบบนี้หรือ เราสู้เพื่ออนาคตที่ดี ส่วน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ประชาชนรู้หมดแล้วว่าคงไว้เพื่อใช้ควบคุมประชาชนใช่หรือไม่"
ประเด็นของเนื้อหาโดยรวมสะท้อนความไม่พอใจการบริหารประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ ที่บริหารประเทศ ล้มเหลว ทำให้เศรษฐกิจย่ำแย่ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนลำบาก พร้อมทั้งใช้กฎหมายกำจัดสิทธิเสรีภาพ ข่มขู่ประชาชน
ประธาน สนท. จึงประกาศข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อ คือ 1. หยุดคุกคามประชาชน 2. ยุบสภาฯ และ 3. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จากนั้นเชิญชวนผู้ชุมนุมเปิดไฟ ในมือถือพร้อมๆ กัน โดยหันไฟไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดแสงสว่างกับประชาธิปไตย เผด็จการจงพินาศ และประยุทธ์ออกไป
แม้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะประเมินว่ามีผู้ร่วมชุมนุมในครั้งนี้กว่า 2 พันคน แต่เนื่องจากการชุมนุมที่ประกาศว่าจะชุมนุมยืดเยื้อค้างคืนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อตอนเช้ารอไปปลุกรัฐบาล กลับถูกการแทรกแซงจากมือ ที่สาม ทำให้ต้องยุติการชุมนุมก่อนกำหนด
ทำให้ฝ่ายเชียร์รัฐบาลออกมาเย้ยหยันพลังนักศึกษา จนอาจจะทำให้รัฐบาลพลอยเชื่อ และคิดว่าม็อบของเยาวชนไม่มีพลัง ไม่น่ากลัว
แต่ความประมาทอาจจะนำไปสู่ความตาย เพราะม็อบเยาวชนรอบนี้ ไม่ใช้ม็อบมุ้งมิ้งอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นม็อบที่แม้จะยังขาดประสบการณ์ในการชุมนุม แต่ก็สามารถหาจุดร่วมในการรวบรวมพลังการแสดงออกได้อย่างน่าจับตามอง
ที่สำคัญก็คือ เป็นม็อบที่ประสานกันทั่วประเทศในแนวทางของคนรุ่นใหม่
จึงได้เกิดภาพการโชว์พลังตามมหาวิทยาลัยในจังหวัดต่างๆ ขึ้นมาทั่วประเทศ ซึ่งแม้ว่าจะมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกดดันไม่ให้มีการจัดแฟลชม็อบได้ง่าย รวมทั้ง บางมหาวิทยาลัย มีการใช้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเองเป็นคนออกหน้ามาหาทางเบรกนักศึกษาในรูปแบบของการไม่อนุญาตให้จัดการชุมนุม
แต่ก็เป็นความพยายามที่ยิ่งทำให้สังคมเห็นถึงความไม่ฉลาดของขั้วอำนาจรัฐบาลและสายสนกลในของฝ่ายมุ่งแต่จะเชียร์มุ่งแต่จะสนับสนุนรัฐบาลเพราะได้รับผลประโยชน์
ทำให้เมื่อวันที่ 23 ก.ค. เป็นอีกวันที่กลุ่มนักศึกษายังคงมีการจัดกิจกรรมแฟลชม็อบไล่รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยที่บริเวณหน้าอาคารกิจกรรมนักศึกษา หรือตึกส้ม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กลุ่ม องค์กรกิจกรรมนักศึกษา มอ.ปัตตานี ร่วมกันจัดกิจกรรมแฟลชม็อบ หมุดหมายประชาธิปไตย เพื่อร่วมตัวกันแสดงออกถึงการไม่เอารัฐบาลเผด็จการ รวมถึงการเรียกร้องให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่ได้ลงนามหนังสือประกาศห้ามไม่ให้นักศึกษาจัดกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย
พร้อมกับตอกย้ำข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล คือ 1. หยุดคุกคามประชาชนผู้เห็นต่าง 2. เปิดทางให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 3. ยุบสภาเดินหน้า สู่การเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ว่าจะเอาหรือไม่เอา ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 4. ยกเลิกมติ ครม. นิคมอุตสาหกรรมจะนะ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
และในวันเวลาเดียวกัน ที่บริเวณลานใต้ทางยกระดับ ตรงข้ามห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จ.ปทุมธานี กลุ่มนักศึกษาเครือข่ายนักศึกษา 3 สถาบัน ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี พร้อมกลุ่มแรงงานภาคประชาชน กว่า 500 คน สวมใส่ชุดดำพร้อมป้ายข้อความเดินทางมาชุมนุมปราศรัยขับไล่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ โดยประกาศข้อเรียกร้อง 3 ข้อคือ 1. ให้ยกเลิกองค์กรอิสระที่ไม่อิสระ 2. ให้ยกเลิก ส.ว. 250 คน และ 3. ให้ร่าง รธน. ฉบับใหม่ ที่มาจากเสียงประชาชน ที่สำคัญมีการระบุด้วยว่า และจะไม่เข้าร่วม กมธ. รับฟังความคิดเห็นของนักศึกษาที่สภาใช้เสียงข้างมากของพรรคร่วมรัฐบาลตั้งขึ้นมา โดยระบุว่าเป็นการซื้อเวลา ถ้ารัฐบาลต้องการฟังความคิดเห็นของนักศึกษาจริง ให้มาฟังได้ที่นี่ รวมทั้งอีกหลายๆ ที่ทั่วประเทศ
แน่นอนว่าภาพการแสดงพลังของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ปรากฏอย่างต่อเนื่อง ทำให้พวกนักการเมืองที่อยู่ในซีกรัฐบาลเองก็เริ่มเห็นแล้วว่า ถ้ายังมองข้ามและเพิกเฉยก็จะเป็นอันตรายได้
เพราะแม้แต่ว่าฝนฟ้าจะเป็นใจ ตกลงมาในระหว่างการ ชุมนุม อย่างกรณีการชุมนุมของนักเรียนเตรียมอุดม ศึกษา แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ กางร่มสู้ฝนแสดงพลังแฟลชม็อบอย่างไม่ย่อท้อ
เช่นเดียวกับภาพการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ บางเขน กลุ่มนิสิตภายใต้ชื่อ "มอกะเสด (KU Daily)" จัดงานชุมนุม "ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" ซึ่งก่อนการชุมนุมมีฝนตกลงมาโปรยปรายตลอดเวลา แต่ก็มีผู้คนทั้งนิสิต นักศึกษา และประชาชนหลากหลาย ช่วงอายุทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ม่มีการย่อท้อ
แถมยังประกาศให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่กำลังไล่เก็บภาพของผู้เข้าชุมนุมให้หยุดการกระทำด้วย เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เท่ากับเป็นการฟ้องชัดให้เห็นถึงความพยายามคุกคามที่ยังคงมีอยู่อย่างไม่เลิกรา
แต่ที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับขั้วรัฐบาลเกินคาด ก็คือ แฟลชม็อบเมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่มีการจัดกิจกรรม ม็อบแฮมทาโร่วิ่งรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งปรากฏว่ามีนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมากอย่างล้นหลามเกินกว่าความคาดหมาย
มิหนำซ้ำเนื้อร้อง เพลง แฮมทาโร่ เวอร์ชั่นยุบสภา ซึ่งเนื้อร้องได้มีการดัดแปลงขึ้นมาเพื่อกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ คือ
เอ้า ออกมาวิ่ง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร
ตื่นออกจากรัง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร
ของอร่อยที่สุดก็คือ...ภาษีประชาชน (ยุบสภา!!)
ได้เวลาวิ่ง วิ่งนะวิ่งนะแฮมทาโร่
(ยุบสภา ยุบสภา ยุบสภา)
ได้เวลาวิ่ง กลิ้งนะกลิ้งนะแฮมทาโร่
สนุกจริงๆ ที่กลิ้งไปกับแฮมทาโร่
ของอร่อยที่สุดก็คือ.. ภาษีประชาชน (ยุบสภา!!)
มีความสุขจริง ได้กลิ้งไปกับแฮมทาโร(ยุบสภา ยุบสภา ยุบสภา)
ได้เวลานอน นอนนะ นอนนะแฮมทาโร่
ที่ในสภา นอนนะ นอนนะแฮมทาโร่
ของอร่อยที่สุดก็คื...ภาษีประชาชน (ยุบสภา!!)
และแล้วก็นอน หลับฝันดีนะแฮมทาโร่
(ยุบสภา ยุบสภา ยุบสภา)
ไม่เพียงทำให้กิจกรรมครั้งนี้มีสีสัน มีนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนมาร่วมกิจกกรมมากถึงประมาณ 2,000-3,000 คน จนกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก
กลายเป็นภาพที่มีผลกระทบสูงต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล และพล.อ.ประยุทธ์ จนคนในขั้วรัฐบาลเองเริ่มจี้ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ ควรที่จะรีบหาทางพูดคุยกับกลุ่มเยาวชนโดยเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไป
ก่อนที่ความเชื่อมั่นและอาการยึดติดในอำนาจ จะพาไปลงหุบเหวทางการเมืองหนักยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะการออกมาสร้างซีนของนักการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ บางคน ที่ไปลอกคำของนายแพทริก เจคโอเร็ค นักเขียน เสียดสีทางการเมือง ที่ว่าทุกคนต่างอยากช่วยกู้โลกแต่ไม่มีใครอยากมาช่วยแม่ล้างจานเลย โดยไม่มีความรู้บริบทของเนื้อหาที่แตกต่างในคำพูด แต่เป็นแค่คิดว่าเท่ก็เลยจำมาเป็นสอนกลุ่มเยาวชน
แถมยังงมงายว่า พรรค พปชร. ได้เสียงถึง 6 ล้านเสียง จึงได้เป็นรัฐบาล ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่า พล.อ. ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯ พปชร. ได้เป็นรัฐบาลนั้นเพราะอะไรนายสุทิน คลังแสง ส.ส. มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า เพื่อให้การแก้ปัญหาทำได้ถูกจุดและเป็นการคลี่คลายปัญหาที่แท้จริง จะต้องแสดงความจริงใจและรับฟังให้ได้ใจความจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ทำเป็นพิธีการเท่านั้น การรับฟังความเห็นแทนรัฐบาลผ่าน กมธ. เพื่อนำข้อสรุปส่งไปยังรัฐบาล โดย ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะรับฟังเพื่อพิจารณาดำเนินการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามข้อเสนอจริงหรือไม่
สำหรับข้อเรียกร้องของนักศึกษา คือ การยุบสภา กับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60 นั้น ต้องให้พล.อ.ประยุทธ์ มาตอบโดยตรง เพราะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าจะทำ หรือไม่ ส่วนข้อร้องเรียนงดการคุกคาม ต้องให้รัฐบาล มาตอบเพราะเป็นผู้ดูแล จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดใจฟังความคิดเห็นจากนักศึกษาโดยตรง การเคลื่อนไหวแสดงพลังของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่มาถึงจุดนี้ได้ ไม่รู้ว่าจะทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ ได้ตระหนักบ้างหรือไม่ การฟังแต่คำ เชลียร์ หรือการเห็นคนคลั่งบางคนที่ออกมาแสดงวาจาหยาบคาย ก้าวร้าวกับกลุ่มเยาวชที่เรียกร้องสิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยปราศจากความรุนแรง
ถึงวันที่ต้องเสียใจ ก็อาจจะไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เสียใจด้วยซ้ำไป

ที่มา: นสพ.บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 31 ก.ค. - 8 ส.ค. 2563
News Code: pol pp edu crim g:bangkoktoday g:agency g:paper p:bktd v:paperl

Comment
Related