วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

รายงานพิเศษ: การขับไล่ไทยพุทธระลอก2กำลังกลับมา! 'คุยสันติสุข' นอนเตียงเดียวกัน ฝันคนละเรื่อง

 11 ก.ย. 2564 02:23 น. | หมวดหมู่ การเจรจาเพื่อสันติ
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

เมือง ไม้ขม รายงาน
ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สำหรับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่การก่อเหตุของ แนวร่วม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นยังคงมีพื้นที่ก่อเหตุใน 3 จังหวัด คือ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ จะนะ, เทพา, นาทวี และ สะบ้าย้อย
ที่เปลี่ยนไปก็คือ บีอาร์เอ็นหยุดการก่อเหตุในที่ สาธารณะ เช่น ศูนย์การค้า, ตลาด, ชุมชน, โรงเรียน ฯลฯ รวมทั้งเลิกการยิงประชาชน ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการ สู้รบ กับกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็น ยกเว้นชาวบ้านที่เป็น สายข่าว ให้เจ้าหน้าที่ ทั้ง พุทธและมุสลิม ที่ยังเป็นเป้าหมายในการ ฆ่า จากแนวร่วมในพื้นที่
ที่เขียนว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือ การก่อการร้ายหรือก่อเหตุร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดและ 4 อำเภอยังเหมือนเดิม ล่าสุดคือการเผาสถานที่ราชการ เผาเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ใน อ.มายอ และ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี และมีการวางระเบิดแสวงเครื่องในสวนยางพาราของคน ไทยพุทธ ที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งเป้าหมายที่ แนวร่วม ต้องการคือ ชีวิตของอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ของ อ.สุไหงปาดี
การลอบทำร้ายและหมายเอาชีวิตเจ้าของสวนยางที่เป็น ไทยพุทธ ได้กลับมาอีกครั้งแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่าในรอบ 2-3 เดือนที่ผ่านมา สวนยาง สวนผลไม้ของคน ไทยพุทธ ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ถูกวางระเบิดไปแล้ว 3-4 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บ พิการไปแล้ว 2-3 คน และเป็นการวางระเบิดเวลาแบบเหยียบที่เจาะจงสวนของ กองกำลังท้องถิ่น คือ อส.หรืออาสาสมัครรักษาดินแดน
เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นหลัง ไฟใต้ ระลอกใหม่เมื่อปี 2547-2549 ที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนทำการข่มขู่ ขับไล่ ไทยพุทธ ออกจากพื้นที่ ด้วยการยิง การฆ่าแล้วเผา การเผาบ้านเรือน วางระเบิดในสวนยาง สวนผลไม้ ตัดฟันพืชผลที่เป็น อาสิน ในสวนให้เสียหาย เป็นการขับไล่ ไทยพุทธ ออกจากพื้นที่ทางอ้อม และในครั้งนั้นคือ สาเหตุที่เกิด ไทยพุทธทิ้งถิ่น จนวันนี้เหลือหมู่บ้าน ไทยพุทธ เพียงไม่กี่หลังคาเรือน และจำนวน ไทยพุทธ จากกว่า 200,000 คน เหลืออยู่ไม่ถึง 50,000 คน ในปัจจุบัน
เพียงแต่ครั้งนี้ สวนยาง สวนผลไม้ที่ถูกวางระเบิดแสวงเครื่อง ยังอยู่ในวงจำกัดที่เป็นสวนยางของ กองกำลังท้องถิ่น ที่เป็น อส.และในอนาคตอาจจะลามไปถึง ชรบ.และอาสาสมัครทหารพราน ซึ่งบีอาร์เอ็น ถือว่ากองกำลังติดอาวุธภาคประชาชนคือ ศัตรู ของบีอาร์เอ็น ซึ่งที่ผ่านมาบีอาร์เอ็นเคยมีแถลงการณ์เตือนว่าจะ จัดการ กับกองกำลังติดอาวุธภาคประชาชนมาแล้วหลายครั้ง
การวางระเบิดแสวงเครื่องในสวนยางของคน ไทยพุทธ 3-4 ครั้ง แบบติดๆ กัน เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ทหาร ต้องทำการสืบสวนสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่ามาจากสาเหตุใด เป็นเรื่อง ส่วนตัว หรือเป็นฝีมือของ แนวร่วม ที่ต้องการ สังหาร กองกำลังติดอาวุธ เพื่อที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและหาทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งการป้องกันชีวิตเจ้าของสวน และลูกจ้างที่ต้องเข้าไปทำสวน
วันนี้แม้การ ประทุษร้าย ต่อคน ไทยพุทธ เจ้าของสวนยาง สวนผลไม้จะจำกัดวงแค่ใน จ.นราธิวาส แต่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าต้อง จัดการ เพื่อไม่ให้มีการ ลุกลาม ไปยังพื้นที่ปัตตานี, ยะลา และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา อย่าให้เหตุการณ์ในอดีตเมื่อปี 2547-2549 กลับมา หลอกหลอน คน ไทยพุทธ ในพื้นที่อีกครั้ง และหากครั้งนี้ แนวร่วม ขบวนการบีอาร์เอ็นกลับมาใช้วิธีการ ลอบกัด ด้วยการวางระเบิดแสวงเครื่องในสวนยาง สวนผลไม้ และกิจการของคน ไทยพุทธ อีกครั้ง ระวังว่าจำนวน ไทยพุทธ ที่เหลืออยู่เพียง หยิบมือ จะไม่หลงเหลืออยู่เลย และนั่นหมายถึงการยกแผ่นดินให้บีอาร์เอ็นไปแล้วนั่นเอง
ประเด็นต่อมา หลังจากที่บีอาร์เอ็นต้องสูญเสียกำลังติดอาวุธ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ปิดล้อมและ วิสามัญ จนเสียชีวิตไปหลายศพ ในช่วงที่สถานการณ์ ตึงเครียด เพราะการระบาดของ โควิด-19 จนบีอาร์เอ็นออกมากล่าวหาว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ฉวยโอกาสขณะที่กองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็นอยู่ในความสงบ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ สาธารณสุข เข้าพื้นที่เพื่อ จัดการ กับ โควิด-19 เป็นการ ซ้ำเติม สถานการณ์
และล่าสุด เพจของบีอาร์เอ็นซึ่งเป็นเพจของ ปีกทางการเมือง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ออกมาประกาศในการเปิดศึกกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยที่ไม่ต้องรอให้ โควิด-19 สงบก่อน การออกมาประกาศเพื่อ ชักธงรบ กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แม้ว่าเพจที่ออกมาประกาศจะไม่ใช่เพจที่มาจาก กลันตัน ประเทศมาเลเซียก็จริง แต่เมื่อแกนนำที่กลันตันไม่ได้ปฏิเสธก็ถือว่าเป็นการ รับรู้ ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า เป็นการ ขู่ จาก แนวร่วม ในพื้นที่ หรือจะเป็นการ เอาจริง
เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คือเรื่องของ การข่าว ที่ยังไม่มี แหล่งข่าว ที่ดีพอ ทั้งในพื้นที่ จชต.และในประเทศมาเลเซีย รวมทั้งยังไม่สามารถที่จะ จัดการ กับการเดินเกมของ ปีกทางการเมือง ที่เป็นภาคประชาชนใน จชต.ได้ ซึ่งล่าสุดภาคประชาสังคมที่เป็น ปีกทางการเมือง รุกหนักมากขึ้น สังเกตได้จากการ ส่งสาร ของ บีอาร์เอ็น, เจนีวาคอล, ไอซีอาร์ซี, อียู และ ยูเอ็น เพื่อให้มาเป็นส่วนหนึ่งในการดับ ไฟใต้
เป็นการเดินเกมที่เข้าทางปืนของ เจนีวาคอล และ ไอซีอาร์ซี ที่เป็นองค์กรต่างชาติ ที่องค์กรหนึ่งอยู่เบื้องหลังบีอาร์เอ็น องค์กรหนึ่งอยู่เบื้องหน้า เพื่อร่วมมือกับภาคประชาสังคมที่เป็น ปีกการเมือง ของบีอาร์เอ็น และที่น่าเป็นห่วงคือ ยังไม่เห็นว่าฝ่ายความมั่นคงจะแก้เกมอย่างไร การที่ ผู้นำ เดินยิ้มเข้าหามวลชนอย่างเดียว ไม่ใช่ทางออกในการ สู้รบ กับเกมการเมืองที่มาจาก ปีกทางการเมือง ภาคประชาสังคมของบีอาร์เอ็นอย่างแน่นอน
ประเด็นสุดท้ายสำหรับสัปดาห์นี้ คือการเคลื่อนไหวของ ภาคประชาสังคม ในเรื่องการ พูดคุยสันติสุข หลังจากที่ประเทศมาเลเซียเปลี่ยนรัฐบาล เพื่อต้องการรู้ว่าการเปลี่ยนรัฐบาลของประเทศมาเลเซีย จะส่งผลกระทบต่อการ พูดคุยสันติสุข ระหว่างรัฐไทยกับบีอาร์เอ็น ที่มีรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้ อำนวยความสะดวก หรือไม่
โดยข้อเท็จจริงเรื่องการ พูดคุยสันติสุข สำหรับประเทศอื่นไม่รู้ แต่สำหรับประเทศไทย ฝ่ายความมั่นคงใช้เวทีแห่งนี้เป็นเวทีแห่งการเล่น ปาหี่ มากกว่าการที่จะใช้เวทีแห่งนี้เป็น ทางออก ของการดับ ไฟใต้ ในขณะที่ บีอาร์เอ็น ก็มีเจตนาที่จะใช้เวทีการ พูดคุยสันติสุข เป็นพื้นที่ ถ่วงรั้ง เพื่อให้บีอาร์เอ็นบรรลุการ ขับเคลื่อน งาน การเมือง ทั้งในพื้นที่ จชต.และในเวที สหประชาชาติ
เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เสนอตัวเป็น ผู้อำนวยความสะดวก ในการ กำกับเวที ของการ พูดคุย ก็คือเป็นการ ผลักภาระ ในการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังบีอาร์เอ็นให้ก่อการร้ายเพื่อแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อบีอาร์เอ็นสามารถที่จะมีเวที พูดคุย กับรัฐไทยแบบเห็นหน้าเห็นตา มาเลเซียก็พ้น มลทิน ไม่ต้องตกเป็น จำเลย ส่วนการ พูดคุย ระหว่างรัฐไทยกับบีอาร์เอ็นจะสำเร็จหรือล้มเหลว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลมาเลเซีย และมาเลเซียสามารถที่จะพูดอย่างเต็มปากว่า ไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้บีอาร์เอ็นก่อการร้าย เพียงแต่ให้แกนนำบีอาร์เอ็นอยู่ในประเทศมาเลเซีย ในฐานะที่เป็น ชนเชื้อชาติ เดียวกันเท่านั้น
ดังนั้น การที่ไม่ว่ามาเลเซียจะเป็นรัฐบาลเก่าหรือรัฐบาลใหม่ ก็ไม่ได้ทำให้การ พูดคุยสันติสุข ระหว่างรัฐไทยกับบีอาร์เอ็นต้องยุติหรือมีแนวทางที่ดีกว่า และสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อ ยุติ ความรุนแรง โดยบีอาร์เอ็นสลายกองกำลังทั้งที่ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ เพราะโต๊ะ พูดคุยสันติสุข ระหว่างรัฐไทยกับบีอาร์เอ็น ที่มีมาเลเซียเป็น ผู้จัดการ นั้น เป็น โต๊ะการ พูดคุย ที่วินๆ ของทั้ง 3 ฝ่าย ซึ่งมีความต้องการคนละอย่าง เหมือนกับคนที่ นอนเตียงเดียวกัน แต่ฝันคนละเรื่อง เมื่อตื่นขึ้นมา เป้าหมาย ย่อมเป็นคนละอย่าง
ฟันธงสถานการณ์ ไฟใต้ จะไม่ได้จบที่โต๊ะการ พูดคุยสันติสุข เป็นเพียงการ หลอกลวง ซึ่งกันและกัน โดยมีภาคประชาสังคมส่วนหนึ่งที่เป็นเหมือน ลูกปลาซิว ที่ถูก อ่อยด้วยรำข้าว เพื่อสร้างบรรยากาศให้เห็นถึง ความหวัง ความ สวยงาม เพื่อก้าวไปสู่ สันติภาพ ด้วยการ พูดคุย ที่อ้างกันว่าเป็น ทางออก จาก ไฟใต้ ที่ดีที่สุด ใช่การ พูดคุย เป็นทางออกจาก ไฟใต้ ที่ดีที่สุด แต่นั่นเป็นประเทศอื่น ที่ไม่ใช่ประเทศไทย.

ที่มา: นสพ.ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 ก.ย. 2564
News Code: pol crim g:thaipost g:agency g:paper p:tpd v:paperl

Comment