วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

SPECIAL SCOOP: 'สุริยะ'เสนอ ครม.ต่ออายุประทานบัตรเหมืองแร่ มูลค่าแห่งละ 3 พันล้าน ถูกตรวจยิบ!?

 10 ก.ค. 2563 03:06 น. | หมวดหมู่ การยกระดับคุณภาพชีวิต
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

จับตาการอนุมัติต่ออายุประทานบัตรเหมืองแร่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ยุค 'สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ' เพื่อขออนุมัติ ครม. แต่ละแห่งมูลค่ากว่า 2-3 พันกว่าล้านบาท โดยเฉพาะเหมืองแร่ของ 'พีรพลศิลา' กว่า 3.3 พันล้านบาท เจอมวลชนคัดค้านเพราะกรมศิลปากร ไร้จุดยืน 'โบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลา' อยู่ในเขตเหมืองแร่หรือไม่ ระบุ 'พีรพลศิลา' เตรียมฟ้องระหว่าง 'กพร.-กรมศิลปากร' ใครกันแน่เป็นฝ่ายผิดจนทำให้ไม่สามารถต่ออายุประทานบัตรได้ ขณะที่ 'พลัดแอกอุตสาหกรรมเหมืองแร่' มีกลิ่นตุๆ ต้องตรวจสอบ และเหมืองแร่ของนายลำพูน กองศาสนะ มูลค่า 3,562 ล้านบาท ครม. สั่งให้ ก.อุตสาหกรรม ไปทบทวนแล้วค่อยเสนอเข้า ครม.อีกครั้ง !
ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เพื่อทำเหมืองแร่ของบริษัทต่างๆ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 เรื่องการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าได้ กำหนดเกี่ยวกับการต่ออายุการอนุญาตในที่ดินเดิมที่เคยได้อนุญาต มาก่อน กรณีเป็นคำขออนุญาตที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเป็นรายๆ ไป
แต่ดูเหมือนว่าโครงการต่างๆ ที่เสนอเข้ามาใหม่นั้น จะเป็น การเสนอขอผ่อนผันใช้ที่ดินเดิมเพื่อทำเหมืองแร่ และมีการเสนอขอขยายพื้นที่บางส่วนออกไปอีก
"แบบนี้เท่ากับ 2 คำขอ คือเป็นคำขอต่ออายุประทานบัตรแปลงเดิม และต้องเป็นคำขอประทานบัตรใหม่ในส่วนที่ขยายออกไป แต่เกือบทุกโครงการเป็นคำขอเดียวกัน ว่ากันว่าทำแบบนี้เป็นการเลี่ยงบาลีหรือเปล่า เรื่องนี้ ครม.จึงต้องดูให้ละเอียด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องของสิ่งแวดล้อม และกระทบต่อชุมชนตามมา"
โดยเฉพาะคำขอเพื่อทำเหมืองแร่ของห้างหุ้นส่วนจำกัด พีรพลศิลา ที่ได้ยื่นขอต่ออายุประทานบัตรการทำเหมืองแร่ ซึ่งเป็นแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่ตำบลลิดล อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เนื้อที่ 56 ไร่ 1 งาน 57 ตารางวา ซึ่งทับพื้นที่ประทานบัตรเดิมของห้างฯเองเต็ม ทั้งแปลง เนื้อที่ 40 ไร่ 3 งาน 05 ตารางวา และขอขยายพื้นที่บางส่วน เนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 52 ตารางวา ซึ่งอยู่ในแหล่งหินอุตสาหกรรมที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบไปแล้วเมื่อปี 2540
"พื้นที่ตรงนี้จะเป็นการร่วมแผนผังโครงการทำเหมืองเดียวกับคำขอของห้างหุ้นส่วนจำกัด ธนบดีศิลา รวมพื้นที่ 86 ไร่ 97 ตร.ว. แต่เป็นพื้นที่ทำเหมืองรวม 68.2 ไร่ มีปริมาณสำรองแร่ รวม 18.3 ล้านเมตริกตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 3,300 ล้านบาท"
อย่างไรก็ดี นายวิษณุ ทับเที่ยง อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ก็ได้เข้าชี้แจงกับ ครม.เรื่องคำขอประทานบัตรของห้างฯ พีรพลศิลา ว่าเป็นพื้นที่ประทานบัตรเดิม ที่เคยมีการทำเหมืองแร่มาก่อนทั้งแปลงและมีการ ขยายพื้นที่เพิ่มเติม มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบสำหรับคำขอประทานบัตร ดังกล่าวไว้แล้ว
ที่สำคัญพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเขตโบราณสถานเขายะลา โดยอยู่ห่างกันประมาณ 1.5 กิโลเมตร และได้มีการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แล้วไม่มีผู้คัดค้าน
อีกทั้งในรายงานผลกระทบฯ ของแรงระเบิดจากการ ทำเหมืองในพื้นที่เขายะลาต่อพื้นที่บริเวณโดยรอบปรากฏว่า แรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดจะไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบที่มีระยะห่างจากพื้นที่ทำเหมืองเกินกว่า 500 เมตร
"กพร.ยืนยันต่อ ครม.ว่าการทำเหมืองในพื้นที่ประทานบัตรไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโบราณสถานเขายะลาแน่นอน"
แต่ในความเป็นจริงเหมืองแร่แปลงนี้ กำลังมีปัญหาและมีมวลชนเคลื่อนไหวคัดค้านในการออกประทานบัตร เนื่องจากก่อนหน้านี้พื้นที่เหมืองแปลงนี้ไม่ได้อยู่ในเขตโบราณสถานภาพเขียนสีเขายะลาทำให้ 'กพร.' เสนอขอผ่อนผันไปยัง ครม.และพิจารณาออกประทานบัตรให้เหมืองนี้
"เมื่อ กพร.จะออกประทานบัตร ปรากฏกรมศิลปากร มาออกประกาศว่าอยู่ในเขตโบราณสถาน จึงไม่สามารถทำเหมืองได้ เอกชนก็มีการวิ่งเต้นเกิดขึ้น ผลปรากฏว่ากรมศิลปากรมีการขีดเส้นกันใหม่ พื้นที่เหมืองจึงอยู่นอกเขตประมาณ 1.5 กม.ก็ แปลว่าเหมืองนี้ออกประทานบัตรได้ และสามารถทำเหมืองได้"
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือเครือข่ายประชาชนปกป้องเขายะลาได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน ชี้ให้เห็นว่าการกระทำ ดังกล่าวของหน่วยราชการเสมือนเจตนาช่วยผู้ประกอบการเหมืองโดยไม่ดูว่าการระเบิดหินในเขตโบราณสถาน มีความเสี่ยงทำภาพเขียนสียุคก่อนประวัติศาสตร์เสียหาย
แหล่งข่าวกล่าวว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีรพลศิลา จึงได้ เดินทางไปที่ กพร.เพื่อขอความชัดเจนในเรื่องนี้ และแนวโน้มจะมีการฟ้องร้องกรมศิลปากรเกิดขึ้น เนื่องจากมีการลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดพบว่าประกาศของกรมศิลปากรเกิดขึ้นมา ภายหลังที่ได้มีการออกประทานบัตรซึ่งเป็นพื้นที่เดิมไปแล้ว อีกทั้งในการพิจารณาขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านโครงการเหมืองแร่ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สำหรับใช้ประกอบการขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำฯต่อคณะรัฐมนตรี ก็มีผู้แทนจากกรมศิลปากร เป็นกรรมการอยู่ด้วย แต่ไม่มีการคัดค้านใดๆ
ขณะเดียวกันศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ก็ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดเสนอเรื่องขอผ่อนผันการใช้พื้นที่ ลุ่มน้ำชั้น 1 บี ณ เขตแหล่งหินภูเขายะลา ตำบลลิดล เพราะประทานบัตรเดิมสิ้นอายุไปแล้ว หากไม่ได้ประทานบัตรใหม่ จะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนวัตถุดิบจนไม่สามารถดำเนินงานตามแผนงานและโครงการให้เสร็จตามสัญญาได้
ปัจจุบันเหมืองแร่ของห้างหุ้นส่วนจำกัด พีรพลศิลา จึงไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะในการขออนุมัติของ ครม.กรณีเหมืองแปลงนี้ ก็เป็นการอนุมัติแบบมีเงื่อนไขให้โดย กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องให้ผู้ได้รับประทานบัตรดำเนินการเพื่อป้องกันผลกระทบจากการดำเนินการต่อแหล่งโบราณคดีในบริเวณ โดยรอบหรือพื้นที่ใกล้เคียงไม่ให้ได้รับความเสียหายและให้ได้รับการอนุรักษ์อย่างเหมาะสม และต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ในด้านต่างๆ
"กระทรวงอุตฯ ต้องทำตามกฎหมายและมติ ครม.ยัง สั่งให้กระทรวงวัฒนธรรมติดตามตรวจสอบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นบริเวณโดยรอบของพื้นที่ตามคำขอประทานบัตรในลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1 บีด้วย"
โครงการที่ 2 มีการขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ธนบดีศิลา ที่จังหวัดยะลา ซึ่ง ครม.ก็ได้อนุมัติแบบมีเงื่อนไขเช่นเดียวกับเหมืองแร่ของห้างหุ้นส่วนจำกัด พีรพลศิลา ในคำขอต่ออายุประทานบัตรแปลงเดิมชนิดแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน 40 ตร.ว. ซึ่งเป็นแปลงเดิม 27 ไร่ 1 งาน 81 ตร.ว. และเป็นพื้นที่ขอขยาย บางส่วน เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 59 ตร.ว.
"ธนบดีศิลา จะมีแผนผังโครงการทำเหมืองเดียวกันกับ ของ พีรพลศิลา จะทำเหมืองได้ประมาณ 11.6 ล้านเมตริกตัน รวมมูลค่า 2,100 ล้านบาท"
โดยทั้ง 2 เหมืองจะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของ ประเทศ เพราะจะช่วยให้เกิดความมั่นคงของวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ในจังหวัดยะลาและจังหวัดใกล้เคียง
โครงการที่ 3 ขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่และเพื่อจัดตั้งสถานที่เพื่อการเก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทรายนอกเขตเหมืองแร่ของนายลำพูน กองศาสนะ ที่จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นการขอประทานบัตรทำเหมืองในพื้นที่เดิมและได้มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติม รวมเนื้อที่ 367 ไร่ มีการเว้นแนวเขตไม่ทำเหมืองในระยะ 10 เมตรรอบพื้นที่โครงการ
"เหมืองแร่แห่งนี้มีปริมาณสำรองแร่ที่สามารถทำเหมืองได้ประมาณ 19.8 ล้านเมตริกตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,562 ล้านบาท
สำหรับโครงการเหมืองแร่ของนายลำพูน กองศาสนะ ที่จังหวัดสตูล ปรากฏว่า ครม.ไม่อนุมัติแต่สั่งการให้กระทรวงอุตฯ ไปพิจารณาทบทวนความถูกต้องเหมาะสมของการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ลุ่มน้ำร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องการคัดค้านของชุมชนในพื้นที่ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องของคุณภาพดินและการเพาะปลูก รวมทั้งผลกระทบด้านสุขอนามัยของประชาชน เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนแล้วจึงนำเสนอ ครม. อีกครั้งหนึ่ง
การขอผ่อนผันฯโครงการที่ 4 เป็นการทำเหมืองแร่ของห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญผลการศิลาที่จังหวัดชุมพร ได้ยื่นขอประทานบัตรชนิดแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื้อที่ 204 ไร่ 2 งาน 10 ตร.ว. ทำพื้นที่ประทานบัตรเดิมที่ 28511/15271 เต็มทั้งแปลง ซึ่งคำขอประทานบัตรนี้เป็นที่ป่า ที่อยู่ในลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี
"เหมืองนี้มีปริมาณสำรองแร่ที่สามารถทำเหมืองได้ 26.5 ล้านเมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า 4,765 ล้านบาท มีการเว้นพื้นที่การทำเหมืองห่างระยะ 10 เมตร มีแนวป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม หน้าเหมืองมีลักษณะขั้นบันไดบนภูเขา และทำเหมืองลึกลงไปเป็นบ่อแต่ละขั้นมีความสูงไม่เกิน 10 เมตร "
เหมืองแร่ของห้างหุ้นส่วนจำกัด เจริญผลการศิลา ได้รับอนุมัติจาก ครม.เพียงแต่ให้ กพร. กำกับเหมืองแห่งนี้ให้ดำเนินตามความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
โครงการที่ 5 เสนอขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์เพื่อต่ออายุประทานบัตรทำเหมืองแร่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดเพชรสมุทร (1970) จังหวัดเพชรบุรี เป็นเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นการขอต่ออายุประทานบัตรในพื้นที่เดิม ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าและอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองชุมพลเหนือ อำเภอเขาย้อย เนื้อที่ 127 ไร่ 2 งาน 60 ตร.ว.
"เหมืองเพชรสมุทร มีคดีฟ้องร้องอยู่กับ กพร. เพราะบริษัททำเหมืองในพื้นที่ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตประทานบัตร และกรณี ทำเหมืองในเขตห้ามทำเหมือง(Buffer Zone) ซึ่งศาลฯมี คำพิพากษาให้จำเลยคือ บริษัทและพวกรวม 4 คน ชำระค่าเสียหายให้รัฐ พร้อมดอกเบี้ยรวม 39 ล้านบาท จนกว่าจะเสร็จสิ้น"
แต่การดำเนินคดีทางแพ่งต่อ หจก.เพชรสมุทร หรือกรณีที่ผู้ขอฯ แพ้คดีทางแพ่ง ไม่ทำให้ผู้ขอขาดคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 จึงทำให้ กพร.สามารถดำเนินการเพื่ออนุญาตคำขอต่ออายุประทานบัตรต่อไปได้
"เหมืองเพชรสมุทร ออกแบบทำเหมืองได้ประมาณ 80.34 ไร่ มีปริมาณสำรองแร่ที่สามารถทำเหมืองได้ประมาณ 9.4 ล้านเมตริกตัน รวมมูลค่า 1,697.5 ล้านบาท"
โครงการนี้ ครม.อนุมัติ เพียงแต่ว่าให้ กพร.กำกับให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดเพชรสมุทร ดำเนินการตามความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
โครงการที่ 6 เสนอขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ เพื่อทำเหมืองแร่ของบริษัท เทพอุทิศธุรกิจ จำกัด ยื่นขอประทานบัตร ชนิดแร่โดโลไมต์ ที่ตำบลปากแพรก อำเภอเมืองกาญจนบุรี เนื้อที่ 224 ไร่ 3 งาน 4 ตร.ว. โดยขอทับพื้นที่บางส่วนของประทานบัตร บริษัทเทพอุทิศการแร่ จำกัด และของนางชูศรี สมสมัย ซึ่งเป็นชนิดแร่โดโลไมต์ และหินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง
"พื้นที่ประทานบัตรทั้งหมดเนื้อที่ 224 ไร่ 3 งาน 4 ตร.ว. มีปริมาณสำรองแร่ที่สามารถทำเหมืองได้ ประมาณ 5.9 ล้านเมตริกตัน มูลค่า 3,272 ล้านบาท"
ที่สำคัญบริเวณเหมืองแปลงนี้เป็นแหล่งแร่โดโลไมต์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านปริมาณสำรองแหล่งแร่ ความสมบูรณ์ของแหล่งแร่ ซึ่งจะนำไปผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่นอุตสาหกรรมเครื่องแก้ว อุตสาหกรรมกระจก เป็นต้น
โดย ครม.เห็นชอบอนุมัติเพียงแต่ว่าให้ กพร.ไปกำกับให้บริษัทเทพอุทิศธุรกิจ จำกัด ดำเนินการตามความเห็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด
โครงการที่ 7 การขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่ของห้างหุ้นส่วนจำกัด พลัดแอกอุตสาหกรรมเหมืองแร่ จังหวัดสระบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 บี ของลุ่มน้ำป่าสักเป็นชนิดแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง เนื้อที่ 267 ไร่ 94 ตร.ว. ซึ่งพื้นที่คำขอประทานบัตรแปลงนี้เป็นที่ป่าและอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท ซึ่งกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการได้อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่แล้ว
ขณะที่พลัดแอกอุตสาหกรรมเหมืองแร่ มีพื้นที่ทำเหมือง 156 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 267 ไร่ มีปริมาณสำรองแร่ที่สามารถทำเหมืองได้ประมาณ 18.8 ล้านเมตริกตัน มูลค่า 3,384 ล้านบาท โดยบริเวณดังกล่าวจะเป็นแหล่งหินปูนคุณภาพดี และเหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง แร่ที่ผลิตได้ส่วนใหญ่รองรับความต้องการในจังหวัดสระบุรีและ กทม.ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ว่ากันว่าโครงการพลัดแอกอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ครม.ยังไม่ได้มีการอนุมัติ เพราะมีเสียงคัดค้านจากรัฐมนตรีบางคนขอให้มีการตรวจสอบ เนื่องจากการอนุมัติที่เสนอขึ้นมานั้นอาจมีบางอย่างไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ดี การต่ออายุประทานบัตร ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และผลกระทบที่มีต่อชุมชนและโบราณสถาน ซึ่งโครงการดังกล่าวมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักธุรกิจ!? .

ที่มา: นสพ.ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 10 ก.ค. 2563
News Code: mine eco ind art g:manager g:agency g:paper p:asmd v:paperl

Comment
Related