วันศุกร์ที่ 04 ธันวาคม พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

เสียงสะท้อน คว่ำร่าง'ไอลอว์'

 20 พ.ย. 2563 02:39 น. | หมวดหมู่ เหตุร้ายรายวัน
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

และแล้วที่ประชุมร่วมรัฐสภานัดพิเศษเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ลงมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ตีตกร่างฉบับประชาชน หรือไอลอว์
ซึ่งจะส่งผลต่อสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมนอกสภาร้อนระอุหรือไม่นั้น นี่เป็นมุมมองของนักวิชาการ
ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักวิชาการประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า กรณีที่สมาชิกรัฐสภาปฏิเสธรับร่างของไอลอว์เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางในการสร้างประชาธิปไตย แสดงความหมายอย่างชัดเจนจากผู้ที่มีอำนาจปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับฝ่ายประชาชนที่เรียกร้องในสิ่งที่ดีขึ้น
เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เกิดจากการรัฐประหารมีการออกแบบเพื่อสืบทอดอำนาจ และผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าการใช้รัฐธรรมนูญถึงภาวะ ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ที่จะเป็นกฎกติกาสำคัญในการพัฒนาประเทศ
เพราะสาระสำคัญไม่ได้ออกแบบเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมทางการเมืองในเกม หรือกติกาการเมืองที่ยุติธรรมและบริสุทธิ์
ดังนั้น การปฏิเสธเพื่อรับร่างของไอลอว์ที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกว่ามีประชาชนกว่า 1 แสนคน ร่วมลงนามแก้ไข ซึ่งเหมือนเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่ด้านล่างยังมีประชาชนอีกหลายล้านคนที่สนับสนุนความเปลี่ยนแปลง
และหากมองย้อนหลังจากการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2 ครั้งในปี 2550 และปี 2560 จะมีประชาชนไม่รับร่างของฝ่ายรัฐประหาร 10 กว่าล้านคน
เป็นภาพที่เป็นจริงที่ปรากฏในสังคมไทย ด้วยเหตุนี้การปฏิเสธร่างไอลอว์จึงเท่ากับเป็นประกาศว่าฝ่ายรัฐประหารภายใต้ระบบรัฐทหารแบบโบราณได้มาถึงจุดที่จะต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายประชาธิปไตย
ขณะที่คณะราษฎรและประชาชนที่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยสากลคนเท่ากันก็ต้องเคลื่อนไหวต่อไป
จากการติดตามการเคลื่อนไหวในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของคณะราษฎรและประชาชน คือการก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมของการรับรู้ข่าวสารข้อมูลลงไปยังประชาชนให้เกิดความต่อเนื่องและมีระยะเวลานานที่สุด
ประเมินว่าจะเป็นเกมยาว บนท้องถนนในกรุงเทพฯจะถูกใช้เป็นสถานที่ชุมนุมตลอดเวลาในอีกหลายเดือนข้างหน้า และจะทำให้รัฐบาลเป็นเป็ดง่อย ที่ไม่ทราบว่าจะหาวิธีการจัดการอย่างไร เพราะคนที่มาชุมนุมเป็นคนเมือง เป็นเยาวชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นลูกหลานของคนชั้นกลางขึ้นไป
รัฐบาลกลัวคนชั้นกลางจะโกรธหากไปทำอะไรลูกหลานเหล่านี้ ไม่ว่าพ่อแม่ของเยาวชนจะเป็นสลิ่มก็อาจจะเปลี่ยนไปช่วยล้มรัฐบาลได้
กลายเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาลไม่มีทางออก ต่างจากการชุมนุมของประชาชนที่มาจากต่างจังหวัด รัฐบาลอาจตัดสินใจใช้ความรุนแรงมากไปกว่านี้ เหมือนเหตุการณ์เมื่อพฤษภาคม 2553
การชุมนุมในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา ที่มีเด็กอายุ 15 ปีขึ้นไปเข้าร่วม และการแพร่กระจายของข่าวสารได้ลงไปถึงโรงเรียนมัธยมจำนวนมาก จะพบว่าข้อมูลที่เผยแพร่ถูกนำไปเปลี่ยนแปลงทัศนคติและการรับรู้ทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนทำให้ไม่ยอมรับรัฐบาลชุดนี้
แม้ว่าจะใช้ความชอบธรรมจากฐานอำนาจ สถาบันทางการเมืองอื่น แต่ไม่มีรัฐบาลใดจะอยู่ได้โดยไม่มีประชาชนสนับสนุน
สำหรับร่างญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นจากสมาชิกรัฐสภา 2 ฉบับ ขณะนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าสนใจจากคณะราษฎรอีกต่อไป
สืบเนื่องจากการชุมนุมในวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นวันพิจารณารับร่าง จะเห็นได้ว่ามวลชนไม่เลือกชุมนุมที่หน้ารัฐสภา แต่ย้ายไปราชประสงค์ มีความหมายว่า แม้สมาชิกรัฐสภาจะรับร่างใดก็ตาม ประชาชนไม่สนใจไยดีต่อเวทีรัฐสภาอีกแล้ว
หมายความว่า การใช้ความรุนแรงหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน เป็นวิธีการที่ปฏิเสธการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับอาคารรัฐสภาใหม่ว่าเป็นพื้นที่ของการพบปะและเจรจาชุมนุมกันอย่างสันติของประชาชน
แต่กลายเป็นการสร้างภาพว่า รัฐสภาแห่งนี้ไม่ใช่เวทีของประชาชน แต่เป็นเวทีของอำนาจรัฐเผด็จการทหาร
ถือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีจุดจบตั้งแต่เริ่มต้น
ด้าน บูฆอรี ยีหมะ นักวิชาการคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา เชื่อว่ามวลชนของคณะราษฎรจะผิดหวัง หลังจากสมาชิกรัฐสภาโหวตไม่รับร่างไอลอว์ เพราะเดิมมีความคาดหวังค่อนข้างมากว่าร่าง ไอลอว์จะได้รับการพิจารณา เมื่อร่างนี้ถูกคว่ำ มวลชนที่สนับสนุนคงจะเดินหน้าต่อไป
ขณะที่รัฐบาลพยายามใช้กลไกของรัฐสภารับเพียง 2 ร่างเพื่อหวังจะลดกระแสความร้อนแรงทางการเมือง แต่เชื่อว่าคงเป็นไปยาก เพราะมวลชนเห็นแล้วว่ากลไกของรัฐสภาไม่ได้ทำงานตามที่คาดหวัง
สะท้อนว่ารัฐบาลและที่ประชุมรัฐสภาไม่ฟังเสียงข้อเรียกร้อง
สำหรับการนำแกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือตัวแทนจากคณะราษฎรไปร่วมพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในคณะกรรมาธิการฯ ดูท่าทีคงจะยาก หากติดตามสถานการณ์การชุมนุมล่าสุดที่ ราชประสงค์ พบว่ามีมวลชนจำนวนมากส่งสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่ามวลชนมีปฏิกิริยาทันทีต่อกลไกการทำหน้าที่ของรัฐสภา ซึ่งไม่ได้สนใจทำตามเงื่อนไขข้อเรียกร้อง
ขณะที่การเจรจาเพื่อให้มวลชนจากคณะราษฎรเข้าไปร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มั่นใจว่าบุคคลระดับแกนนำจะเข้าไปร่วมหรือไม่ เพราะยังมีท่าทียืนยันในข้อเสนอเดิมและตอกย้ำข้อเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง
เพราะฉะนั้น หากรัฐบาลจะทอดสะพานเพื่อขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาหรือไม่ ก็คงต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ
และในอนาคตยังไม่แน่ใจว่า หากมีการเปิดโอกาสให้มีการจัดโควต้าเพื่อให้ตัวแทนจากคณะราษฎรเข้าไปทำหน้าที่ จะมีการตอบรับ ข้อเสนอหรือไม่
เพราะดูแล้วในร่างของรัฐบาลเสนอให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. 150 คน สรรหา 50 คน ถือว่ายังเปิดช่องไว้ แต่ 50 คน ที่ต้องสรรหา รัฐบาลจะมอบหมายให้บุคคลกลุ่มใดเข้าไปทำหน้าที่ก็คงจะต้องไปทำงานเพื่อตอบโจทย์ในบางเรื่องที่รัฐบาลต้องการ
แต่ก่อนถึงจุดนั้นต้องดูเงื่อนไขก่อนถึงการพิจารณาในวาระ 3 ต้องดูว่าจะมีการใช้เทคนิคกฎหมายยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความอีกหรือไม่
หากมีการยื่นตีความอีกก็สะท้อนให้เห็นว่ากลไกรัฐสภาไม่ใช่เวทีในการหาทางออกจากความขัดแย้ง
ส่วนรัฐบาลจะถูกมองว่าพยายามรักษาสภาพการใช้อำนาจแบบเดิม หรือใช้กติกา รูปแบบการเมืองเดิมต่อไป
ขณะที่ นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ระบุว่า กรณีสภาผู้แทนราษฎรตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ยกร่างใหม่ แต่ตีตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับประชาชน (ไอลอว์) นั้น เชื่อว่าหลังจากการตีตกดังกล่าวม็อบกลุ่มที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ร่างรัฐธรรมนูญจะเดินหน้าชุมนุมกันต่อไป
เนื่องจากสภาที่เปรียบเสมือนตัวแทนประชาชน แต่ยังไม่ตอบสนองข้อคิดเห็นที่ประชาชนได้เสนอไปยังไม่ได้รับการตอบสนองอธิปไตย จึงต้องจัดทำม็อบเพื่อกดดันเรียกร้องอธิปไตยอยู่นอกสภาแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เบื้องต้นยังไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะด้านการเมือง เนื่องจากไม่กระทบกับมาตรการที่ออกมากระตุ้นอยู่ในขณะนี้
และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศทั้งปียังไม่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดหุ้นไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่สิ่งที่ได้รับผลกระทบคือด้านจิตวิทยา
ดังนั้น รัฐบาลต้องยอมรับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ฟังเสียงประชาชนให้มากๆ แต่พอเข้าใจเรื่องที่รัฐบาลยังไม่ลงพื้นที่ม็อบเพื่อรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากรู้ดีว่าบางข้อเสนอเกินขอบเขตที่รัฐบาลจะสามารถตัดสินใจได้
แต่การรับฟังยังเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลควรกระทำ และให้สิทธิเสรีภาพประชาชนในการออกมาแสดงจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย เพื่อลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น
พร้อมคำนึงถึงเรื่องการแก้ร่างรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนหัวใจหลักของม็อบส่วนใหญ่ที่ออกมาเรียกร้องอยู่ในขณะนี้
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากมุมมอง นักวิชาการไปยังรัฐบาล!?!

ที่มา: นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 20 พ.ย. 2563
News Code: law pol mp g:matichon g:agency g:paper g:mati p:mtcd v:paperl

Comment
Related