วันศุกร์ที่ 03 เมษายน พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

รายงานพิเศษ : 'ศอ.บต.'ต้องใช้วิกฤติเป็นโอกาส ในการสร้างความเข้าใจกับสังคม'มาลายู'

 26 มี.ค. 2563 06:23 น. | หมวดหมู่ การช่วยเหลือประชาชน
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ศอ.บต. ต้องใช้วิกฤติเป็นโอกาส ในการสร้างความเข้าใจกับสังคม“มาลายู”เพราะหยุดการแพร่ระบาดของ“โควิด-19”ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนที่ ตัวเลขผู้ติดเชื้อ จะเป็นที่ 1 ของประเทศ
หยุดพักเรื่องของ การก่อการร้าย ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ก่อน แม้ว่าสถานการณ์ของการก่อการร้าย จะยัง“คุกรุ่น”ข่าวจากวงในที่ว่า“คาร์บอมบ์”ยังรอที่จะ “กัมปนาท” อยู่อีก 4-5 ลูก โดยมีเป้าหมายที่สถานที่ราชการ รวมทั้ง“คาร์บอมบ์”ที่ ศอ.บต. ก็ยังไม่มีความคืบหน้ายังจับคนร้ายไม่ได้แม้แต่คนเดียว ทั้งที่ผ่านมาแล้วเกือบ 1 สัปดาห์
แต่...เรื่องของ “มัจจุราช”เชื้อไข้หวัด “โควิด-19”เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่า เพราะกลายเป็น “มัจจุราชเงียบ”ที่คร่าชีวิตคนทั้งโลกไปแล้วนับหมื่นคน และที่ได้รับเชื้อชีวิตอยู่ระหว่างโลกมนุษย์ กับ ยมโลก อีกนับแสนคน ซึ่งกลายเป็นมหันตภัยที่เลวร้ายที่สุด เท่าที่เคยพานพบกันมา
สำหรับประเทศไทยเรานั้น อาจเพราะผู้นำประเทศมัวแต่ท่องคำว่า“ไม่เป็นไร”และอาจจะเป็นเพราะ“การเมือง”ที่“แย่งซีน” ความได้เปรียบเสียเปรียบรวมทั้งในแต่ละพรรคมี“อีแอบ” และ “ไอ้แอบ”ในการหาผลประโยชน์จาก “หน้ากาก” ป้องกันโรค และผลประโยชน์อื่นๆ ที่ติดปลายนวม จึงทำให้การกำหนดนโยบายจากรัฐบาล อยู่ในอาการ “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก”จนสุดท้ายมีผู้เสียชีวิตแล้ว4 รายแต่รัฐบาลก็ยังไม่ตัดสินใจว่าจะประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน เพื่อการควบคุมสถานการณ์หรือไม่
สถานการณ์โดยทั่วไปของประเทศไทย ขณะนี้ ถ้า “เอกซเรย์” โดยละเอียด จะพบว่า 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่“สีแดง”หรือเป็น “จุดเสี่ยง”ที่สุดของประเทศไทยเพราะผ่านไปไม่กี่วัน จำนวนผู้“ติดเชื้อ”เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจังหวัดยะลา ที่มีผู้ติดเชื้อแล้ว 19 ราย โดยมีจังหวัดปัตตานีไล่ตามมาติดๆ และมีจังหวัดสงขลา ตามมาห่างๆ
สาเหตุที่ทำให้พื้นที่ 5 จังหวัดกลายเป็นพื้นที่“เสี่ยง”ของการ แพร่ระบาดของ“โควิด-19” เป็นเพราะ 1.พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ติดกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งประกาศปิดประเทศไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18มีนาคมที่ผ่านมา ด้วยสาเหตุการติดเชื้อของคนในประเทศเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
และสาเหตุของการติดเชื้อ “โควิด-19”มาจากการจัดกิจกรรมทางศาสนา หรือ“ดาวะห์”ในมัสยิด กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งมีผู้นำศาสนาจากหลายประเทศไปรวมกิจกรรมกว่า10,000 คนและใน 10,000 กว่าคนนั้น มีผู้นำศาสนา จาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปร่วมด้วย132 คน
ที่สำคัญหลังการปิดประเทศของมาเลเซีย และตามมาด้วยการ “เคอร์ฟิว”ห้ามผู้คนออกจากเคหสถานในยามค่ำคืน มีการสั่งให้คน “มาลายู”ที่ไปทำมาหากินในประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะในร้านอาหาร “ต้มยำกุ้ง”กว่า200,000 คน ถูกผลักดันให้เดินทางกลับประเทศไทย ซึ่งจนถึงวันที่ 24 แล้ว ยังมีคน “มาลายู”ใน 3 จังหวัดภาคใต้ตกค้างอยู่อีกไม่น้อย ที่ยัง “ตกค้าง”รวมทั้ง แรงงานเถื่อน ที่รอลักลอบเดินทางกลับ ตามช่องทางธรรมชาติ ในแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย
คนที่ถูกผลักดันให้กับจากมาเลเซียคือ “กลุ่มเสี่ยง”ที่ต้องตรวจสอบต้องติดตาม ต้องกักตัวคนละ14 วันเมื่อรวมกับคนจำนวน 132 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรม “ดาวะห์”และกลับเข้าประเทศมาก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้ที่พบตัวแล้วส่วนใหญ่ ติดเชื้อเกือบทั้งสิ้น ที่น่ากลัวคือ คนจำนวน 132 คนเดินทางกลับมา ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยไม่มีการตรวจหาเชื้อ และกว่าจะถึงวันที่ เจ้าหน้าที่ตามตัวพบ และนำเข้ามาตรวจหาเชื้อและการรักษาพยาบาล คนเหล่านี้ได้แพร่เชื้อไปแล้วจำนวนเท่าไหร่
ประเด็นต่อมา ที่เป็นปัญหาใหญ่สุดในการ ควบคุมโรคคือ สังคมของคนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่คนส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม ที่ให้ความสำคัญในการปฏิบัติศาสนากิจเป็นสิ่งสูงสุด โดยที่“ละเลย”ต่อการทำความเข้าใจในเรื่องของการ ป้องกัน การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น และมีจำนวนมาก ที่เชื่อว่าชีวิตถูกลิขิตมาแล้ว เป็น-ตาย เป็นเรื่องธรรมดา จึงไม่ยอมที่จะป้องกันตนเอง ตามคำขอร้อง และคำแนะนำจากหน่วยงาน ที่มีหน้าที่ในการ ป้องกันชีวิตให้รอดพ้นจาก“มัจจุราชเงียบ”โควิด-19
จะเห็นว่า คนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือในหมู่ของคน “มุสลิม”ยังละเลยต่อวิธีการป้องกันการแพร่เชื้อในเบื้องต้นคือการ สวมหน้ากากอนามัย ยังมีการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้สนใจต่อ เรื่องการแพร่ระบาดของ “โควิด-19”ผิดกับในสังคมเมือง ที่ทุกคน ตื่นตัว “ตระหนัก” ต่อ พิษภัยของ “โควิด-19”จนคนจำนวนมาก ถึงกับอยู่ในอาการ “ตระหนก”กักตัวอยู่ในบ้าน จนทำให้เมืองบางเมือง เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว
การแก้ปัญหาของการระบาดของ “โควิด-19”ต้องทำทั้งการรักษาพยาบาลในกรณีผู้ป่วย การป้องกันการแพร่ระบาดจากผู้ป่วยไปยังบุคคลอื่นๆ และที่สำคัญคือ การป้องกันด้วยการให้ความรู้ การขอร้อง ขอความร่วมมือ จากทุกคนในทุกพื้นที่ ให้ป้องกันตนเอง ให้พ้นจากการรับเชื้อ หรือ ติดเชื้อจากผู้อื่นเพื่อที่จะควบคุมมิให้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มจำนวน ซึ่งจะง่ายต่อการรักษาพยาบาล ในท่ามกลางความ ขาดแคลน บุคลากร ทางการแพทย์ ตลอดจน เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่ขณะนี้ขาดทั้งหน้ากากป้องกันโรค ขาดทั้งเจล ขาดทั้งแอลกอฮอล์ แถมยังปล่อยให้มีพ่อค้านำมาขายในราคาแพง เป็นการซ้ำเติม ผู้คนที่ทุกข์ร้อนอยู่แล้ว ให้ทุกข์ทวี ยิ่งขึ้น
แต่...ท่ามกลางวิกฤติของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้จากการแพร่ระบาดของ “โควิด-19”ก็ยังมีโชคดีอยู่บ้างที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย ที่มีหน่วยงานทั้งฝ่ายความมั่นคง คือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ซึ่งสามารถทำหน้าที่ในการ “บูรณาการ”ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง เช่น กรมควบคุมโรคติดต่อ,สาธารณสุขจังหวัด, ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้สามารถขับเคลื่อน อย่างมีระบบเหมือนกับมี ผู้ช่วยเหลือ ในการสู้รบกับกองทัพ“มัจจุราช”เงียบ อย่าง“โควิด-19”
หน้าที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งมีกำลังพลพร้อม ต้องรับผิดชอบกับผู้ลักลอบเดินทางเข้าเมือง ซึ่งยังมีผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองด้านชายแดนในหลายพื้นที่โดยเฉพาะ จังหวัดนราธิวาส เพื่อป้องกันมิให้คนเหล่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นผู้ป่วยทำการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น รวมทั้งต้องช่วยเหลือ ฝ่ายปกครองในจุดคัดกรองต่างๆ ในหมู่บ้าน ตำบล ที่ผู้ป่วยมีภูมิลำเนาอยู่ซึ่งกลายเป็น “จุดเสี่ยง”ในขณะนี้ คือ หมู่บ้านจำนวนมาก ใน จ.ปัตตานี,ยะลา และ นราธิวาส ซึ่งลำพังผู้นำท้องที่ อสม. ฝ่ายปกครอง ย่อมไม่เพียงพอ
สำหรับ ศอ.บต. นั้นต้องชื่นชม พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูรเลขาธิการ ศอ.บต. ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการแพร่ระบาดของ“โควิด-19”สูงสุด นอกจากการมีการประชุมเพื่อวางมาตรการในการ “บูรณาการ”ร่วมกับ“ฝ่ายปกครอง,สาธารณสุข”และ อื่นๆ แล้ว ยังดำเนินการในด้านการ “สื่อสารกับสังคม”ในเชิงรุกทุกด้าน ทั้งการประชุม ผู้นำศาสนา ผู้นำสถาบันปอเนาะ โรงเรียนสอนศาสนาและอื่นๆ มีการตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ เพื่อให้“สื่อ”ได้ใช้ในการสื่อสารกับสังคม
ซึ่งจุดอ่อนที่สุดในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ที่เรื่องของ “ศาสนา”การแก้ปัญหาคือต้องให้ ผู้นำศาสนา เป็นผู้มีหน้าที่โดยตรงในการสร้างความเข้าใจกับประชาชนแทนเจ้าหน้าที่รัฐ เช่นการละเว้นการประกอบพิธีทางศาสนา การป้องกันด้วยการทำความสะอาด ศาสนสถาน การทำความเข้าใจกับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามถึง อันตรายของ “โควิด- 19”เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและป้องกันตนเอง อย่าให้กลายเป็นเหยื่อ“มัจจุราชเงียบ”อย่าง“โควิด-19”ล้วนแต่ต้องพึ่งพา ผู้นำศาสนา ซึ่งแน่นอนเป็น งานยาก และงานหนัก ของ ศอ.บต. แต่ก็ต้องดำเนินการให้ได้
ยังโชคดีที่ ศอ.บต. มี “บัณฑิตอาสา”ซึ่งเป็น ผลผลิตของ ศอ.บต. อยู่ทุกหมู่บ้านใน 5 จังหวัด และยังโชคดีที่ในหน่วยงานของ“สาธารณสุข”มี อสม. อยู่ทุกหมู่บ้าน ซึ่งการทำความเข้าใจกับประชาชนที่ได้ผลที่สุด ในวันนี้คือ การใช้ บัณฑิตอาสา และ อสม. เป็น “หัวหอก”แบบทำความเข้าใจทุกครัวเรือน ถ้า ศอ.บต. ทำได้เชื่อว่าการ“สื่อสารกับสังคม”จะได้ผล และเป็นหนทางในการควบคุม การแพร่ระบาด ในหมู่บ้าน ตำบล และอำเภอรอบนอกได้ และข้อสำคัญ อย่าให้แต่“หน้าที่”แต่จะต้องมี“ค่าตอบแทน”สำหรับผู้ที่ต้อง เสียสละเพื่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
อย่าลืมว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีเตรียมประกาศใช้ ไม่ใช่“ยาวิเศษ”และ “โควิด-19” ไม่ใช่การก่อการร้าย ที่จะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อ “เอาอยู่”เพราะ“โควิด-19”เป็นโรคระบาด หรือในอดีตคือ “โรคห่า”ที่การหยุดยั้งการระบาดที่ได้ผล คือ ประชาชนทุกคนต้องเข้าใจ สถานการณ์ ต้องรู้จักการป้องกันตัว และที่สำคัญต้องปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำขอร้องของ แพทย์ ของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขหากการทำความเข้าใจกับประชาชน “ล้มเหลว”หรือทำได้ไม่ดีพอ เชื่อเถอะ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ก็เป็นได้ แค่“ไม้ตีพริก”เท่านั้น
ดังนั้น 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะหยุดตัวเลขการระบาดได้หรือไม่ อยู่ที่การทำความเข้าใจกับผู้นำศาสนา การทำความเข้าใจกับประชาชนใน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เพื่อให้“ตระหนก”และ“ตระหนัก”รวมกัน ข้อสำคัญชีวิตของเขาจะอยู่หรือไป อยู่ที่เขาต้องลิขิตเองและนี่คืองานที่ท้าทายของ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องใช้“ต้นทุน”เดิม ที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ที่มา: www.naewna.com
News Code: loc g:naewna g:agency p:wnn v:netnews

Comment
Related