วันศุกร์ที่ 03 เมษายน พ.ศ.2563 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

เรื่อง'ผู้หญิง' ไม่ใช่ การสงเคราะห์ แต่เป็นวาระ'ระดับโลก'

 23 มี.ค. 2563 05:48 น. | หมวดหมู่ สิทธิมนุษยชน
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

"ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน" "ไม่มีการปฏิบัติใดๆ"
คือผลประเมินการทำงานของรัฐบาลไทยในการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสหประชาชาติว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ ซีดอว์ (CEDAW) ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2560 ถึงเดือนธันวาคม 2562 กล่าวคือตลอดระยะเวลา 3 ปีหลังจากรัฐบาลไทยเข้าร่วมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของผู้หญิงต่อคณะกรรมการซีดอว์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2560 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
รัฐบาลไทยได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ซีดอว์มากน้อยแค่ไหน?
"เครือข่ายผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ" ประเมินแล้วให้รัฐบาลไทย "สอบตก" มาตรฐานโลกในด้านการปกป้องสิทธิผู้หญิง ได้รับเกรด "F" ซึ่งหมายความว่าไม่มีการปฏิบัติใดๆ จากรัฐบาล หรือมีการปฏิบัติในแบบที่ตรงกันข้ามกับอนุสัญญาและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการซีดอว์
ซึ่งการให้เกรดนั้นประเมินจากข้อเสนอแนะ 8 ประเด็นที่คณะกรรมการซีดอว์ให้ไว้แก่รัฐบาลไทย ประกอบด้วย กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยา ประสิทธิภาพและความเป็นอิสระของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้หญิงสันติภาพและความมั่นคง ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้หญิงชนบท และการแสวงประโยชน์จากการค้าประเวณี และความยากจน
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ลงนามเป็นประเทศสมาชิกซีดอว์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 และทั่วโลกมีเพียง 4 ประเทศเท่านั้น ที่ไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก อาทิ สหรัฐ อเมริกา และอิหร่าน
อย่างไรก็ดี ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้น องค์กรโพรเทคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยในงานแถลงข่าว "ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ตัดเกรดรัฐไทยอยู่หรือไป" ในมาตรฐานโลกด้านการปกป้องสิทธิผู้หญิง เนื่องในวันครบรอบ 103 ปี วันสตรีสากล ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ซึ่งภายในงานยังมีเอกอัครราชทูตจากหลายประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์และแสดงความคิดเห็น
ซาตู ซุยก์การี - เคลฟเวน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำ ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าเราจะได้ยินคำว่า "ไม่สามารถบรรลุข้อเสนอแนะที่ได้ให้สัญญาไว้" จากประเทศสมาชิกซีดอว์ หลายต่อหลายครั้ง แต่ในอีกแง่ก็ได้เห็นถึงความสำเร็จหลายอย่าง และมีหลายกรณีที่น่าประทับใจ การรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของผู้หญิงต่อคณะกรรมการซีดอว์ในแต่ละครั้ง จึงเหมือนกับการทบทวนความสำเร็จ เพื่อที่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไป เพราะระบบสังคมยังมีความท้าทายหลายๆ อย่างสำหรับผู้หญิง ซึ่งดิฉันมองว่าสิ่งสำคัญคือ การเข้าไปศึกษาถึงความสำเร็จในชีวิตประจำวันขององค์กรต่างๆ ที่เป็นฟันเฟืองในการสร้างความเปลี่ยนแปลง
อย่างเช่น พ.ร.บ.ความเท่าเทียม ที่บังคับใช้ในประเทศฟินแลนด์ ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ ซีดอว์เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้นการมีอยู่ของ "ซีดอว์" จึงมีความสำคัญในการกำหนดวาระประเด็นสังคมในเรื่องที่ประชาชนไม่สบายใจ ถูกตีตรา ด้วยเมื่อมีพันธะทางกฎหมายทำให้ต้องนำประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา "พูดคุย" ที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง "ความรุนแรงต่อผู้หญิง" ที่ถูกซ่อนอยู่ใต้พรมมานาน หากไม่มีการออกกฎหมาย หรือหากไม่มีซีดอว์ "สถานการณ์อาจจะแย่กว่านี้" เพราะกลไกเรื่องมนุษยชนไม่ใช่ว่ารายงานสถานการณ์แล้วจะไม่ทำอะไรอีก แต่รัฐบาลต้องนำมาปฏิบัติให้เป็นจริง
ด้าน ซินเธีย เวลิโก ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษชนแห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) กล่าวว่า การต่อสู้ของผู้หญิงเพื่อสิทธิและเสรีภาพความเท่าเทียมทางเพศเกิดขึ้นทั่วโลก ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเป็นดั่งแรงบันดาลใจและสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม ปัญหาความไม่เท่าเทียม เลือกปฏิบัติ ถูกเปิดโปงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีประเทศไหนกล่าวได้ว่า "มีความเท่าเทียมทางเพศ" ขณะเดียวกันนักปกป้องสิทธิคือ ผู้ที่อยู่ตรงกลางระหว่างรัฐบาลและภาคประชาสังคม แต่กลับถูกคุกคามข่มขู่ พวกเธอถูกมองว่าเป็นกลุ่มหัวรุนแรง อ้างอุดมการณ์ ท้าทายบรรทัดฐานของสังคม และเป็นตัวก่อปัญหา แต่ดิฉันคิดว่าเราต้องยกย่องพวกเธอที่เป็นแนวหน้า กล้าหาญที่จะต่อสู้ให้ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
แม้แต่ "แชมเปี้ยน" สิทธิเท่าเทียม ก็ยังมีปัญหาของตัวเองซาราห์ เทย์เลอร์ เอกอัครราชทูตได้รับการแต่งตั้งจากแคนาดาให้ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในฐานะข้าราชการด้วยกัน ดิฉันเข้าใจว่า บางครั้งเราก็ไม่ชอบให้ใครมาวิพากษ์วิจารณ์และตัดสินในเรื่องการทำงาน แต่สำหรับการทำงานของรัฐบาลนั้นเป็นเรื่องปกติที่จะได้รับการจับตามองจากหลายฝ่าย การรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนผู้หญิงต่อคณะกรรมการซีดอว์ไม่ใช่การถูกตัดสิน แต่เป็นโอกาสที่จะได้รับการแนะนำว่าจะต้องทำอย่างไรสถานการณ์จึงจะดีขึ้น และเป็น รูปธรรมมากขึ้น เพราะซีดอว์เปิดรับข้อมูลจาก ทั่วโลก และอิงข้อมูลในทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นจึงมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก
และในปัจจุบันประเด็นเรื่อง "ความรุนแรง ต่อผู้หญิง" เกิดขึ้นทั่วไปในทั่วโลก จึงได้กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการทำงานเรื่องการปกป้องสิทธิผู้หญิง ฉะนั้นการรายงานสถานการณ์ จึงต้องเที่ยงตรง โปร่งใส และตรงไปตรงมา ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึงแต่เรื่องดีๆ
อย่างไรก็ตาม การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนนั้นเต็มไปด้วยความกดดันและท้าทาย ดิฉันจึงขอหยิบยกคำกล่าวของ อันโตนิโอ กูแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติที่ได้ให้คำสัญญาว่าจะทำงานเพื่อความเท่าเทียมต่อไป ดังว่า
"ความเท่าเทียมเป็นเรื่องของอำนาจที่ผู้ชายครอบครองไว้กว่า 100 ปี เราจะต้องทำงานโดยมีส่วมร่วมกันต่อไป"
นอกจากนี้ ซาราห์ ยังเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศมาโดยตลอดรู้สึกได้ว่า 25 ปีที่ผ่านมานี้อยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะมีความถดถอยลง พวกเรามีหลายสิ่งที่ยึดมั่นแต่ก็มีหลายปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุได้ หลายคนอาจจะมองว่าแคนาดาเป็นประเทศแชมเปี้ยนเรื่องสิทธิความเท่าเทียม ให้ความสำคัญในการทำงานเรื่องสิทธิผู้หญิง ด้วยมองว่าในสังคมมีประชากร 4 กลุ่ม ที่ไม่มี ปากเสียง ซึ่งกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ "ผู้หญิง" โดยเฉพาะผู้หญิงที่ด้อยโอกาสแต่แคนาดาก็ยังได้รับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการซีดอว์ 19 ประเด็นในลักษณะคล้ายๆ กับของไทย แต่มีประเด็นหนึ่งที่มีความเฉพาะทางมากคือ "การฆาตกรรมหญิงสาวชนพื้นมืองในแคนาดา" ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แย่มาก รัฐบาลต้องออกมาตามหาผู้หญิงชนพื้นเมืองที่ถูกฆ่าและหายตัวไป เป็นการละเมิดสิทธิผู้หญิงอย่างต่อเนื่อง และเป็นรากเหง้าของความรุนแรงต่อผู้หญิงในแคนาดา เพราะผู้ถูกกระทำที่เป็นผู้หญิงชนพื้นเมืองถูกฆ่ามีจำนวนกว่า 12%
"การประเมินการทำงานจึงเป็นเหมือนการสอบกลางภาค หากคะแนนไม่ดีก็อาจจะต้องปรับปรุง แต่หากไม่มีคนให้คะแนนเลย ก็จะไม่ทราบว่าต้องแก้ไขอะไร หรือไม่ทราบว่าเรากำลังทำอะไรอยู่" เอกอัครราชทูตแคนาดากล่าว
ขณะที่ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ หรือ ครูจุ๊ย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่ง ส.ส.ก็ได้มีโอกาสลงพื้นที่ทำงานในภาคใต้เป็นระยะเวลาร่วมปี ทำให้เห็นถึงกลไกการทำงานของภาครัฐในภาพรวม ซึ่งหากสามารถให้คะแนนได้ก็อยากที่จะให้ "F" เหมือนกัน ครูจุ๊ย ให้เหตุผลว่า ประเด็นแรกคือเรื่องกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่มีการพูดถึงเรื่องแรงงานนอกระบบ ซึ่งหมายถึงมีผู้หญิงจำนานมากไม่ได้รับการคุ้มครอง ส่งผลถึงอนาคตของพวกเธอและค่าตอบแทนที่พึงได้ นอกจากนี้ ยังไม่มีการพูดคุยในประเด็น "การคุกคามผู้หญิง" รวมไปถึงการเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมทั้งผู้ถูกกระทำ และ "เจ้าหน้าที่ ตำรวจหญิง" กล่าวคือในการเลื่อนตำแหน่งมีโครงสร้างรองรับ แต่ในการปฏิบัติจริงยากมาก สัดส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงได้รับการเลื่อนขั้นจึงมีน้อย สะท้อนให้เห็นว่ายังมีแนวคิดเรื่องชายเป็นใหญ่แฝงอยู่ อีกประเด็นคือ เรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบภาคใต้ ที่มีแต่เงินมอบให้ หลายคนสูญเสียครอบครัว เสียผู้นำครอบครัว ได้รับเงินเยียวยา แต่ไม่มีการเยียวยาทางจิตใจเลย ในด้านของสันติภาพ รัฐบาลไม่ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนปลอดภัย มีกรณีหนึ่งเกิดเหตุระเบิดที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ในรัศมีห่างจากโรงเรียนเพียง 5 กิโลเมตร
และรัฐบาลก็ไม่ได้มีมาตรการรองรับเพื่อเป็นหลักประกันได้เลยว่าเด็กๆ จะปลอดภัย
ปิดท้ายด้วย อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ได้รับรางวัลรามอนแมกไซไซ ปี 2562 กล่าวว่า ประเทศไทยลงนามสัตยาบันซีดอว์ ตั้งแต่ปี 2528 ผ่านมา 30 ปีเพิ่งมีกฎหมายความเท่าเทียมระหว่างเพศในปี 2558 กระนั้นก็ยังมีช่องว่างทาง กฎหมายให้เลือกปฏิบัติได้ เมื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา และความมั่นคงของประเทศ แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายแนะให้ยกเลิกกฎหมายนี้ก็ไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ว่าจะส่งเสริมสิทธิสตรีและสร้างความเข้าใจในเรื่อง "ผู้หญิง" มากขึ้น ซึ่งจริงๆ การเปลี่ยนอคติ ความรู้สึก และชุดความคิด เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ถูกนำมาพูดแล้ว
และแม้ว่าในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จะมีการพูดถึงงบประมาณที่จะนำมาใช้ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ แต่ก็ยังไม่มีการนำมาใช้จริง แม้แต่เวทีให้ความรู้เรื่องสิทธิผู้หญิงที่ขบวน ผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย หรือวีมูฟ (WeMove) จะจัดขึ้นกลับได้รับคำสั่ง "ห้ามจัด" ขณะเดียวกันการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยา ได้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังในเชิงโครงสร้าง เพราะมีข้อจำกัดบางประการเช่นว่า ผู้จะเข้าถึงกองทุนยุติธรรมได้ต้องเชื่อว่าเป็น "ผู้บริสุทธิ์" ซึ่งนักปกป้องหลายคนมีคดีฟ้องร้องติดตัว ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาตรงนี้ ได้
ทั้งนี้ อนุสัญญาซีดอว์ยังครอบคลุมผู้หญิงทุกคนที่อาศัยในไทย นั่นรวม ไปถึงผู้หญิงชาติพันธุ์ ผู้หญิงที่อยู่ใต้ขนบธรรมเนียมประเพณี ดังเช่น ผู้หญิง ใต้ที่ยังคงถูกขลิบอวัยวะเพศ หรือถูกบังคับให้แต่งงาน แม้ว่าทางจุฬาราชมนตรี จะออกมาเสนอแนะว่าเด็กหญิงไม่ควรถูกบังคับแต่งงาน โดยออกประกาศว่าจะแต่งงานได้ต้องอายุ 17 ปีขึ้นไป แต่นั่นไม่ใช่กฎหมายจึงไม่ถูกนำไปปฏิบัติจริง
ขณะเดียวกันมีการพูดถึงแผนการป้องกันการฟ้องร้องเพื่อ "ปิดปาก" แต่ในทางปฏิบัติ ออกมาตรการ ก็ไม่เท่ากับข้อกฎหมาย ไม่สามารถ "ยุติ" ปัญหาดังกล่าวได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องทัศนคติของเจ้าพนักงานที่มองการช่วยเหลือผู้หญิงว่าเป็นการ "สงเคราะห์"
"รัฐบาลไม่ควรทำตัว 2 ด้าน คือด้านหนึ่งสนับสนุนความเท่าเทียม แต่อีกด้านกลับสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีผู้หญิง เพื่อให้ผู้หญิงมีชีวิตที่ดีขึ้น หน่วยงานต้องมีความเข้าใจผู้หญิงในมิติที่สูงขึ้นก่อน เลิกมองว่าเป็นงานสงเคราะห์ ให้สมกับที่ผู้หญิงเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศแห่งนี้" อังคณากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

บรรยายใต้ภาพ
ซินเธีย เวลิโก
ซาราห์ เทย์เลอร์
กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
อังคณา นีละไพจิตร
ซาตู ซุยก์การี - เคลฟเวน
ให้เกรดรัฐบาล

ที่มา: นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 24 มี.ค. 2563 (กรอบบ่าย)
News Code: pol crim labor g:matichon g:agency g:paper g:mati p:mtcd v:paperl

Comment
Related