วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

สุมไฟกองใหม่...ชายแดนใต้ การเมืองขัดทหาร สะท้อน 'เสถียรภาพ' ความมั่นคง

 22 ต.ค. 2562 05:33 น. | หมวดหมู่ การเมือง
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคใต้ตอนล่าง รายงาน
สถานการณ์ที่ร้อนแรง และเป็น ประเด็นที่ "ซ้ำเติม" ความ ไม่สงบและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชาชนทั่วประเทศ ไม่เฉพาะแต่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ความสนใจ นอกจากเรื่องของผู้พิพากษา ที่ใช้อาวุธปืนทำร้ายตนเองหน้าบัลลังก์ ที่ศาลจังหวัดยะลาแล้ว อีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันคือ เรื่องที่ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 มอบอำนาจให้นายทหารฝ่ายกฎหมายของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความเพื่อเอาผิดกับ 7 พรรคการเมือง นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม 12 คน ซึ่งขึ้นเวทีในการสัมมนาทางวิชาการในหัวข้อ "พลวัตการดับไฟใต้" ในเวทีพรรคฝ่ายค้านพบประชาชน ที่ลานวัฒนธรรม หน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี เมื่อบ่ายวันที่ 28 ก.ย. 62 ที่ผ่านมา
ฝ่ายทหารมองว่า "ผู้ร่วมงาน" นั้นมีความผิดกฎหมาย มาตรา 116 ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของความมั่นคงแห่งรัฐ นั่นคือการปราศรัยที่มีลักษณะ "ปลุกปั่นยุยง" ให้เกิดความแตกแยก และอาจจะนำมาถึงการก่อการร้าย ซึ่งหลักใหญ่ใจความที่กลายเป็น "ประเด็น" ที่ฝ่าย "ทหาร" เห็นว่าเป็นความผิด คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน มาตรา 1 นั่นเอง
ต่อมาตัวแทนของ 7 พรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่าการพูดคุยแสดงออกบนเวทีกับประชาชน เมื่อบ่ายวันที่ 28 ก.ย. 62 ที่ผ่านมา เป็นการนำเสนอที่ไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ได้เป็นการปลุกปั่น ยุยง เพื่อ สร้างความแตกแยกแต่ประการใด และเห็นว่า การที่ถูกฝ่ายความมั่นคง แจ้งความเอาผิดตามมาตรา 116 เป็นการ "กลั่นแกล้ง" และ 7 พรรค การเมือง ได้ดำเนินการแจ้งความ "เอาผิด" กับแม่ทัพภาคที่ 4 และตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ จึงกลายเป็นประเด็นของ "ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกย่อมแหลกลาญ" ไปด้วย
การออกมาตั้ง "ประจัน" ระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายค้าน กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ย่อมไม่เป็นผลดีกับสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ที่รุนแรงอยู่แล้ว ให้มีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะพรรคการเมืองย่อมมีมวลชนให้การสนับสนุน และย่อมมีการขับเคลื่อนซึ่งเป็นพลวัตที่ "ทหาร" ไม่มี หรือมีก็ยากในการที่จะขับเคลื่อนและยากที่จะได้รับความเชื่อถือจากสังคม
ดังนั้นไม่ว่าในมุมมองของ "ทหาร" จะเห็นว่า เวทีของฝ่ายค้าน ผิดกฎหมาย ตามมาตรา 116 ที่จำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยยึดกฎหมายเป็นที่ตั้ง แต่กว่าที่กระบวนการ "ยุติธรรม"จะตัดสินว่า ผิดหรือไม่ผิดยังต้องใช้เวลาที่ยาวนาน อย่างน้อย 3-5 ปี จึงจะจบกระบวนการของศาลสถิตยุติธรรม เพราะฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ก็เชื่อว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด เพราะไม่ได้ "ฉีกรัฐธรรมนูญ" แต่เป็นการเสนอให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยข้อเท็จจริง ฝ่ายค้าน 7 พรรค ได้เปิดเวทีฝ่ายค้านพบประชาชนไปแล้วใน 3 ภาคด้วยกัน และเวทีที่ จ.ปัตตานี เป็นเวทีสุดท้าย และในทุกเวทีก็มีการนำเสนอในประเด็นของการแก้รัฐธรรมนูญทุกเวที แต่ไม่มีการแจ้งความเพื่อเอาผิดเพราะใน 3 ภาคที่พรรคฝ่ายค้านไปเปิดเวทีเสนอแนวทางแก้รัฐธรรมนูญนั้น ไม่เหมือนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีลักษณะอ่อนไหวมีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกดินแดนจากการก่อการร้ายของแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็น
และที่สำคัญการลงมติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือกลุ่มประชาชนที่ลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างท่วมท้น โดยประชาชนใน จ.ปัตตานี ลงมติไม่รับ 75% จ.ยะลา 65% และ จ.นราธิวาส 63% เมื่อพรรคฝ่ายค้าน นำเสนอในประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ จึงได้รับการขานรับอย่างท่วมท้น รวมทั้งมีการอภิปรายถึงปัญหาของไฟใต้ ที่ถูกนักการเมือง นักวิชาการ บนเวทีว่าปัญหาไฟใต้ไม่มีพลวัตในการขับเคลื่อนแต่อย่างใด แม้ผู้พูดบนเวทีทุกคนจะไม่มีเจตนาในการปลุกระดม แต่ก็มีลักษณะที่หมิ่นเหม่ ในการที่ถูกนำไป "ตีความ" เป็นอย่างอื่น
ผลที่ติดตามมานอกจากทหาร โดยแม่ทัพภาคที่ 4 จะมอบอำนาจให้ฝ่ายกฎหมาย ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไปแจ้งความดำเนินคดีกับ 7 พรรคการเมือง นักวิชาการ และ ผู้แทนภาคประชาสังคม แล้ว 7 พรรคการเมือง ก็ดำเนินการแจ้งความกับแม่ทัพภาคที่ 4 ในข้อหา ใส่ร้ายแจ้งความเท็จ
และเรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เพราะนักวิชาการทั่วประเทศ ได้ออกมาขับเคลื่อนไม่เห็นด้วย ประเด็นทหารแจ้งความดำเนินคดีกับนักการเมือง นักวิชาการ และล่าสุดตัวแทนเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี 270 คน ได้ยื่นแถลงการณ์ ต่อตัวแทนของตำรวจ ที่ สภ.เมืองปัตตานี เรียกร้องให้พนักงานสอบสวนยึดหลักสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และการสั่งไม่ฟ้องใน มาตรา 116
ในส่วนของภาคประชาสังคมในพื้นที่ ก็ค่อนข้างจะหวั่นไหวกับการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ใช้กฎหมาย มาตรา 116 แจ้งความจับ ผู้ที่แสดงความคิดเห็นต่อขบวนการดับไฟใต้ ซึ่งยึดโยงกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเชื่อว่า การที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ใช้กฎหมายมาตรา 166 เพื่อจัดการกับผู้แสดงความคิดเห็น จะส่งผลกระทบต่อเวทีการพูดคุยเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่ และเป็นกฎหมายเพื่อปิดปากของผู้เห็นต่างนั่นเอง
และประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่มีบีอาร์เอ็นเป็นหัวขบวนในการทำไอโอ เพื่อโฆษณาชวนเชื่อต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องไม่พลาดที่จะหยิบเอากรณีที่เกิดขึ้นที่เป็นความขัดแย้งระหว่างนักการเมือง นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม เพื่อใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อขบวนการทั้งภายในประเทศและนอกประเทศอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับหน่วยงานของต่างประเทศ อย่าง ไอซีอาร์ซี ซึ่งมีสำนักงานใน จ.ปัตตานี เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะต้องใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ของไอซีอาร์ซี ซึ่งผู้ที่สันทัดกรณีในเรื่องไฟใต้ ต่างวิตกกังวลต่อบทบาทที่ไอซีอาร์ซี กำลังขับเคลื่อนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างยิ่ง
ในส่วนของภาคประชาชนนั้นไม่ต้องกล่าวถึง เพราะดูจากประชาชนที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้ว่า คนเหล่านี้จะเลือกยืนอยู่ข้างไหน ระหว่าง กลุ่มนักการเมือง นักวิชาการ และฝ่ายความมั่นคง เช่น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
ก็คงจะต้องติดตามกันต่อไปว่า กรณีนี้ จะทำให้งานการเมือง ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้รับผลกระทบอย่างไร หรือไม่ และหากติดตามดูก็จะพบว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า พยายามที่จะแก้เกมนี้ด้วยการจัดตั้งมวลชน ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าให้การสนับสนุนทางการเงิน ในการทำโครงการต่าง ๆ ให้ออกมาขับเคลื่อนในเรื่องของการสนับสนุน และเห็นด้วยกับการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ และไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ
ในประเด็นนี้ต้องติดตามกันให้ดีว่าเป็นการเริ่มต้นของการ ทำสงครามมวลชนที่อาจจะนำมาซึ่งความเป็นฝักฝ่ายมากขึ้น หรือไม่ และแทนที่จะเป็นการสร้างความปรองดอง ก็จะอาจกลายเป็นการสร้างความแตกแยกในพื้นที่ให้มีความรุนแรงยิ่งขึ้นหรือไม่
ท้ายสุดคือรัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคง ต้อง หาทางออกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพื่อที่อย่าให้ความขัดแย้งครั้งนี้ลุกลามไปไกลกว่าที่ฝ่ายความมั่นคงคาดคิด วันนี้ไฟใต้กองเดิมไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรุนแรงจากการใช้อาวุธ ในการฆ่าทหาร ตำรวจ กองกำลังท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และประชาชนที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการดับไฟใต้ เรื่องของสิทธิมนุษยชน เสรีภาพและการซ้อมทรมาน เรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมที่ทุกเรื่องคือกองไฟที่ยังดับไม่ได้ แล้วยังมีการก่อไฟกองใหญ่ขึ้นมาอีกกอง
หากทุกฝ่ายทำหน้าที่เพิ่มฟืนในเตาให้ระวังว่าสถานการณ์ของไฟใต้จะเลวร้ายยิ่งขึ้น
แน่นอน กรณีที่เกิดขึ้นอาจจะไม่มีใครผิดใครถูก อาจจะไม่ได้มีใบสั่ง และอาจจะไม่มีเจตนาร้าย แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องมีเจ้าภาพในการทำหน้าที่ชักฟืนออกจากเตาเพื่อหยุดการโชนแสงของไฟใต้กองนี้โดยเร็ว ก่อนที่ไฟกองนี้จะลุกลามจนต้องหาแพะมาบูชายัญเป็นทางออกสุดท้าย.

ที่มา: นสพ.เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 23 ต.ค. 2562 (กรอบบ่าย)
News Code: g:dailynews g:agency g:paper p:dnd v:paperl

Comment
Related