วันเสาร์ที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

'ทีพีไอ'ดันอุตฯแห่งอนาคต ต่างชาติสนลงทุนโปรเจค'จะนะ'

 26 เม.ย. 2564 02:48 น. | หมวดหมู่ เศรษฐกิจ และการสร้างรายได้
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

กรุงเทพธุรกิจ ปัจจุบันพื้นที่ภาคใต้มีอัตราสัดส่วนคนจนสูงที่สุดอยู่ที่ระดับ 11.84% รายได้ต่อหัวในปี 2561 เท่ากับ 147,115 บาทต่อปี ถือว่าน้อยกว่ารายได้เฉลี่ยทั่วประเทศที่ 236,815 บาทต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีรายได้ต่อหัวต่ำมาก โดย จ.นราธิวาส อยู่ที่ 61,765 บาทต่อปี ปัตตานี 88,442 บาทต่อปี และยะลา 96,867 บาทต่อปี และหนึ่งในแนวทางที่จะยกระดับเศรษฐกิจ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ การดึงดูด การลงทุน เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ ที่จะเป็นแหล่งจ้างงานและสร้างรายได้ ให้คนในพื้นที่
ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาคใต้เป็นพื้นที่ ที่ได้รับการพัฒนาน้อยและมีรายได้ต่ำ เมื่อเทียบกับภาคอื่น โดยปี 2561 มีรายได้ต่อหัว เพิ่มเพียง 1.7% เทียบกับภาคอื่นที่ขยายตัว 2.8-7.0% หากปล่อยเช่นนี้เศรษฐกิจภาคใต้ จะถดถอยลงและมีช่องว่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มขึ้นจนมีปัญหาสังคมตามมา
ช่วงที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ได้หารือกับทีพีไอเพื่อเป็นหัวหอกพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ทำให้ไปสำรวจและวางแผนลงทุน "สวนอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต" อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งเหมาะสมเพราะ ติดทะเล มีสถาบันการศึกษาสร้างบุคลากร รองรับ จึงเตรียมพื้นที่โครงการนี้ 1.7 หมื่นไร่ (25 ตารางกิโลเมตร)
สำหรับอุตสาหกรรมที่จะมาลงทุน เป็นอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น โรงงานแบตเตอรี่ โรงงานรถยนต์ไฟฟ้า โรงงาน ผลิตส่วนประกอบกังหันลมและอุปกรณ์ พลังงานทดแทน รวมถึงโรงงานผลิต เครื่องมือการแพทย์ครบวงจร เพื่อให้ไทย เป็นศูนย์กลางการแพทย์ของเอเชียและของโลก
นอกจากนี้จะต่อยอดผลผลิตประมงและเกษตรกรในพื้นที่ ได้แก่ ยางพารา น้ำมันปาล์ม โดยดึงการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตรชั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วยการสร้างโรงงานแปรรูปผลผลิตเป็นกึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูป จะยกระดับชุมชน ไม่ก่อมลพิษทางสิ่งแวดล้อมและสร้างงาน 1 แสนคน "ทีพีไอลงนามเอ็มโอยูกับบริษัท รายใหญ่ของโลกทั้งผู้ผลิตไฟฟ้าจาก LNG, ลม, แสงแดด, ชีวมวล, ขยะเทศบาล จากจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น และผู้ผลิต โซลาร์เซลและกังหันลมจากจีน รวม นิวซีแลนด์สนใจลงทุนอุตสาหกรรมเกษตร เช่น ประมง การเลี้ยงปลาและปศุสัตว์ และจะแปรรูปการเกษตรด้วยนวัตกรรม ให้มีมูลค่าสูง เช่น ยา เคมีชีวภาพ"
นอกจากนี้ แบ่งพื้นที่ 500 ไร่ สร้างศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ Mixed Use เพื่อเป็นศูนย์การค้า การเงิน การท่องเที่ยว แหล่งที่พักอาศัยเป็นสมาร์ทซิตี้ โดยประกอบด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย 5จี เพื่อการสื่อสารที่รวดเร็ว การใช้เทคโนโลยี AI เพื่อการบริหารจัดการที่สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และต้นทุนต่ำ ซึ่งได้หารือ กับผู้เชี่ยวชาญอังกฤษมาพัฒนาสมาร์ทซิตี้ โดยตัวแทนการค้าของรัฐบาลฮ่องกง, จีน, เบลเยียม, นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น, เกาหลี, สิงคโปร์ สนใจร่วมโครงการ
การผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมในภาคใต้ต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน ขนาดใหญ่รองรับ คือ โครงการท่าเรือน้ำลึก ศูนย์กระจายสินค้า การสื่อสาร คมนาคม ทั้งทางรถยนต์ รถไฟ และทางอากาศ พร้อมโรงไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและ น้ำประปา เพราะภูมิศาสตร์ได้เปรียบ ที่ติดทะเลและไม่ห่างจากหาดใหญ่ หรือด่านนอกสะเดา
"หากท่าเรือน้ำลึกสงขลาเกิดขึ้น จะย่นเวลาส่งสินค้าไปจีนได้ 1 วัน เมื่อเทียบกับการขนส่งจากท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และลดพึ่งพาท่าเรือปีนังของมาเลเซียทำให้ลดต้นทุนการขนส่งได้มาก"
นอกจากนี้ ต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนขนาดใหญ่รองรับภาคอุตสาหกรรม และอีวี ที่จะเพิ่มขึ้นล้านคันในอนาคต เพราะหากอีวีชาร์จไฟฟ้า (แบบ 5-6 ชั่วโมง) จะใช้ไฟฟ้าเพิ่ม 3 หมื่นเมกะวัตต์ และ หากใช้เทคโนโลยีการชาร์จเร็วจะใช้ไฟฟ้ามากกว่านี้ โดยเฉพาะภาคใต้ขาดแคลนไฟฟ้า 2-3 พันเมกะวัตต์
ทั้งนี้ เพื่อดึงดูดนักลงทุน ทีพีไอ มีแผนลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด รวมถึงก๊าซธรรมชาติ 8 พันเมกะวัตต์ รองรับ 10 ปีข้างหน้า ซึ่งระยะแรก มีโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 3,700 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น พลังงานก๊าซแอลเอ็นจี 1,700 เมกะวัตต์ พลังงานลม 800 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 1,000 เมกะวัตต์ และพลังงานชีวมวลและขยะ 200 เมกะวัตต์
"ที่ผ่านมาลงนามเอ็มโอยู กับบริษัทใหญ่จากเกาหลีใต้ 2 ราย ได้แก่ โคแก๊ส บริษัทซื้อขาย แอลเอ็นจีใหญ่ที่สุดในโลก และ บริษัทโคเรียนเวสเทิร์นเพาเวอร์ พร้อมที่ลงทุนโรงไฟฟ้าและท่าเรือ แอลเอ็นจี ส่วนโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ และพลังงานลมได้ลงนามเอ็มโอยูกับบริษัทจากจีน และมีอีกหลายบริษัทสนใจ"
โครงการนี้จะสำเร็จต้องได้รับ การสนับสนุนจากรัฐเต็มที่ โดย ออกมาตรการส่งเสริมการลงทุน เท่าเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และมีภาษีนำเข้าใกล้เคียง สิงคโปร์และฮ่องกง เพื่อดึงต่างชาติ ตั้งสำนักงานการค้าในไทย ยกระดับเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงิน รวมทั้งพื้นที่นี้อยู่ในการดูแลของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ออกกฎระเบียบได้ยืดหยุ่นจึงออกกฎระเบียบอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนได้ทันที
"หากโครงการนี้สำเร็จจะทำให้ไทยพัฒนาก้าวกระโดดและปัญหาความยากจนในภาคใต้จะหมดไป ส่งผลให้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้คลี่คลายด้วย"
สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โรงไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึก อยู่ที่ 1 แสนล้านบาท และหากรวมลงทุนภาคอุตสาหกรรมจะไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปี สร้างการ จ้างงานไม่ต่ำกว่า 1 แสนคน และ จะจ้างงานอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีก 2-3 แสนคน ช่วงก่อสร้างจะจ้างงานทันทีอีกหลายหมื่นคน
"หากรัฐสนับสนุนจะสร้าง ความมั่งคั่งมั่นคงให้ประเทศมากกว่าการปล่อยให้เป็นไปอย่างปัจจุบัน ที่มีสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ผู้คนทิ้งถิ่นฐานไปที่อื่น และมีกลุ่มที่ ออกมาต่อต้านการพัฒนา"
"โครงการนี้จะสำเร็จต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐเต็มที่โดยออกมาตรการเท่าอีอีซี"
ประชัย เลี่ยวไพรัตน์

ที่มา: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 เม.ย. 2564
News Code: power ene eco ind g:kt g:agency g:paper g:nmg p:kt v:paperl

Comment