วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

บุกหมู่บ้านตระกูลหลำโสะ ชาวบ้านถึงกับโอ๊ะ! 'เก่งเหนือมนุษย์'

 21 พ.ย. 2562 03:17 น. | หมวดหมู่ การ รปภ. ในชีวิต และทรัพย์สิน
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ควันหลงจากเหตุโจมตีป้อมจุดตรวจ ชรบ. ใน ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 15 ศพนั้น คือข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุ ข้อมูลจากตำรวจภูธรภาค 9 ระบุว่า คนร้ายที่ปฏิบัติการโหดฆ่าหมู่เป็นทีมผสมที่สนธิกำลังจาก "ทีมปัตตานี" กับ "ทีมยะลา"
ที่น่าสนใจคือ "ทีมปัตตานี" ที่มี นายบูคอรี หลำโสะ ปรากฏชื่อเป็นแกนนำคนสำคัญ และน่าตกใจมากกว่านั้น เมื่อข้อมูลจากตำรวจเองก็ชี้ชัดว่า "ทีมปัตตานี" ซึ่งรวมถึง บูคอรี หลำโสะ และน้องชายของเขาอีก 2 คน นายรอซาลี หลำโสะ และนายซอบรี หลำโสะ น่า
จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุรุนแรงหลายรูปแบบ หลายคดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บางคดีอาจร่วมแค่บางคน แต่บางคดีก็ร่วมทั้ง 3 คน
คดีดังๆ ที่เชื่อมโยงกับทีมปฏิบัติการทีมนี้ก็เช่น คาร์บอมบ์หน้าห้าง "บิ๊กซี ปัตตานี" เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2560, คดีปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถ "วังโต้ คาร์เซ็นเตอร์" ใน อ.นาทวี จ.สงขลา นำไปทำคาร์บอมบ์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมปีเดียวกัน
ในปี 2562 ข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคงระบุชัดว่า "ทีมปัตตานี" ที่มีพี่น้องตระกูลหลำโสะเอี่ยวด้วย ก่อเหตุ รุนแรงแบบถี่ยิบ เริ่มจากเหตุการณ์คาร์บอมบ์ใกล้หน่วยเฉพาะกิจสงขลา ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ 8 มกราคม เป็นคาร์บอมบ์ลูกแรกของปี 2562
นอกจากนั้นยังมีคดีโจมตีจุดตรวจ ชคต.บ้านกอแลปิเละ ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 (หลังเกิดกรณี อับดุลเลาะ อีซอมูซอ ถูกจับและหมดสติในค่ายทหารเพียง 3 วัน) คดีปล้นร้านทองใน อ.นาทวี เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ปีเดียวกัน, คดีซุ่มยิง อส.ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เมื่อ 16 กันยายน และล่าสุดก็คือเหตุโจมตีป้อม ชรบ.ที่ลำพะยา เมื่อ 5 พฤศจิกายน
จากข้อมูลของตำรวจระบุว่าเหตุปล้นร้านทองที่ อ.นาทวี น่าจะมี 3 พี่น้องตระกูลหลำโสะร่วมก่อเหตุพร้อมกัน ข้อมูลจากแฟ้มประวัติของฝ่ายความมั่นคง ระบุว่า บูคอรี เป็นสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบคนสำคัญที่เคลื่อนไหวในอำเภอรอยต่อของ จ.สงขลากับปัตตานี
ภูมิลำเนาที่แท้จริงอยู่ที่บ้านควนหรัน ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา มีประวัติก่อเหตุรุนแรงครั้งแรกเมื่อปี 2548 โดยร่วมกับพวกใช้ท่อนไม้ทุบตีครูในพื้นที่บ้านควนหรันจนได้รับบาดเจ็บ โดยขณะก่อเหตุยังอยู่ในวัยหนุ่มรุ่นกระทง จากนั้นบูคอรีถูกจับกุมโดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก และเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายครูจริงๆ แต่ประวัติหลังจากนั้นไม่แน่ชัดว่าถูกดำเนินคดีหรือไม่ หรือว่าโดนดำเนินคดีแล้วพ้นโทษออกมา เพราะในช่วงสิบกว่าปีมานี้มีคดีความมั่นคงหลายคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี จ.สงขลา รวมถึง อ.โคกโพธิ์ กับอำเภอใกล้เคียง และ อ.เมืองปัตตานี ที่เจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของบูคอรีและพวกอดีตแกนนำบีอาร์เอ็นระดับพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันหันหลังให้ขบวนการแล้ว แต่ยังพำนักอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยอมรับว่าเขารู้จัก "บูคอรี หลำโสะ" พี่ใหญ่ของครอบครัวหลำโสะที่มีข่าวจากทางการว่ามีส่วนร่วมในการก่อเหตุรุนแรงมากมายหลายเหตุการณ์
"บูคอรี หลำโสะ อดีตเป็นเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไม่ได้ เก่งกาจสามารถ หรือทำอะไรได้มากตามที่เป็นข่าว แรกๆ เจ้าหน้าที่แค่สงสัยในตัวเขา แล้วมีหมายเชิญตัวเขา โดยให้ไปมอบตัว ช่วงนั้นก็มีบางคนเชียร์ให้เขาออกไป (หมายถึงออกไปมอบตัว) และก็มีบางคนบอกให้ถอย (หมายถึงไม่ต้องมอบตัว แต่ให้หนี) เขาเลือกถอย เพราะเห็นมาเยอะแล้ว ไม่ได้ทำอะไรแต่สุดท้ายต้องรับในสิ่งที่ไม่ได้ทำ"
"เมื่อเขาหนี เขาเลยกลายเป็นผู้ต้องหา ทีนี้ในช่วงหลัง มาไม่ว่าเหตุการณ์ไหน บูคอรีคือพระเอกของเรื่องทุกครั้ง ทั้งๆ ที่มนุษย์คนหนึ่งไม่มีทางที่จะมีความสามารถขนาดนั้นได้ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน เขาก็เลยหนี ส่วนไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้เลย" อดีตแกนนำบีอาร์เอ็น กล่าว
"ทีมข่าว" เดินทางลงพื้นที่บ้านควนหรัน หมู่ 2 ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งถูกระบุว่าเป็นภูมิลำเนาของบูคอรี หลำโสะ และน้องๆ โดย อ.สะบ้าย้อย เป็น 1 ใน 4 อำเภอรอยต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง บรรยากาศในหมู่บ้านควนหรันและบริเวณโดยรอบค่อนข้างเงียบเหงา หมู่บ้านแห่งนี้มีถนนสายหลักตัดผ่าน 1 สาย เป็นสายที่เชื่อมระหว่างสะบ้าย้อย (สงขลา) โคกโพธิ์ (ปัตตานี) และยะหา (ยะลา) ทั้งยังมีถนนสายรองแยกย่อยไปได้หลายพื้นที่ บนถนนสายหลักมีแผงเหล็กกั้นชะลอความเร็ว แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่
นายสุรียา บอซู ผู้ใหญ่บ้านควนหรัน ยอมรับว่า บูคอรีและน้องๆ เคยเป็นลูกบ้านของตนจริง แต่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว "ใช่...นายบูคอรี หลำโสะ นายซอบรี หลำโสะ และนายรอซาลี หลำโสะ เป็นพี่น้องกัน เขาเคยเป็นลูกบ้าน แต่หลังจากที่ฝ่ายความมั่นคงติดตามตัวเขา พวกเขาก็หนี ไม่ได้อยู่ในพื้นที่อีกเลย ในหมู่บ้านมีเพียงพี่น้องเขาอีก 2 คนที่ยังอยู่ ส่วนพ่อแม่ของเขาก็ย้ายออกจากพื้นที่ไปนานแล้ว ทราบว่าไปทำสวนที่อื่น แต่ก็ไม่แน่ใจว่าที่ไหน" ผู้ใหญ่บ้าน บอก
เมื่อทีมข่าวพยายามขอไปเยี่ยมบ้านพี่น้องตระกูล หลำโสะ กลับได้รับการปฏิเสธจากคนในครอบครัว เพราะไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลใดๆ แก่ผู้สื่อข่าว ขณะที่ นายมะ (สงวนนามสกุล) ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ครอบครัวของบูคอรีเคยขายของเปิดร้านที่ตลาด วันเสาร์ที่โคกโพธิ์ (อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี) คือ ต.เปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา กับ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เป็นพื้นที่ติดกัน ครอบครัวของบูคอรีก็เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ คือหาเช้ากินค่ำ บูคอรีก็ช่วยเหลือครอบครัว ไม่ได้มีความสามารถเหนือกว่าคนทั่วไป
"แต่จากข่าวของบูคอรี และพี่น้อง 3 คนตอนนี้ดังมาก เขาสามารถก่อเหตุแบบอัจฉริยะได้ เก่งมาก แต่ชาวบ้านไม่เชื่อว่าเขาจะเก่งขนาดนั้น ทุกครั้งที่ก่อเหตุจะต้องมีเขาเป็นแกนนำในทีม แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ไม่เคยจับหรือเจอเขาเลย ก็น่าแปลกอยู่เหมือนกัน" นายมะ กล่าว
ความสงสัยของชาวบ้านได้รับการอธิบายจาก พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 9 ที่บอกว่า กลุ่มคนเหล่านี้คือกลุ่มที่มีการออกหมายจับเอาไว้ในคดีอื่นแล้วหลบหนี เป็นคนร้ายที่ติดตามจับกุมจากคดีเก่าๆ มาโดยตลอด "รู้ว่าเป็นใคร แต่หาตัวไม่เจอ เนื่องจากกลุ่มนี้จะอยู่ในพื้นที่ป่าเขา"
แต่จากการเก็บข้อมูลของ "ทีมข่าว" พบว่าความเป็นไปได้ของการหลบหนีหลังก่อเหตุแบบหายเข้ากลีบเมฆ มีด้วยกันอย่างน้อยๆ 4 วิธี คือ
1.หลบอยู่ในบ้านเครือข่ายแนวร่วม หรือบ้านคนในครอบครัว โดยดัดแปลงสภาพบ้านให้มีที่ หลบภัย เช่น ห้องใต้ดิน ห้องใต้หลังคา วิธีการนี้เป็นข้อมูลที่ยืนยันจาก "บิ๊กเดฟ" พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพ ภาคที่ 4
2.หลบเข้าหมู่บ้านแนวร่วมที่เรียกว่า support site วิธีการจะคล้ายๆ วิธีแรก แต่อาจไม่จำเป็นต้องดัดแปลงบ้าน เพราะหมู่บ้านลักษณะนี้จะคอยช่วยดูแลผู้ก่อความไม่สงบในฐานะ "นักรบ" อยู่แล้ว
3.หนีขึ้นภูเขา เป็นวิธีการที่ใช้บ่อยของกลุ่มที่เคลื่อนไหวใน จ.นราธิวาส เพราะมีภูเขาหลายลูก และสามารถเดินข้ามฝั่งไปประเทศเพื่อนบ้านได้ นอกจากนั้นบนภูเขาก็ยังมีฐานพักซ่อนอยู่ มีแนวร่วมจากพื้นราบคอยส่งกำลังบำรุง ทั้งอาหารและน้ำ
4.หนีลงเรือ โดยหลังก่อเหตุก็นัดแนะไปลงเรือออกไปลอยลำกลางทะเล เมื่อเรื่องเงียบค่อยกลับ เข้าฝั่ง
ถึงที่สุดแล้วคงย่อมหนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ต้องเป็นฝ่ายตอบว่าคนเหล่านี้หลบหนีไปอยู่ที่ไหน ด้วยวิธีอะไร และที่สำคัญคือพวกเขาเป็นผู้ก่อเหตุทั้งหมดตามที่อ้างนี้จริงหรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และถ้ากระทำผิดจริงก็ต้องจับกุมดำเนินคดีให้ได้ เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่อไป

ที่มา: นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21 พ.ย. 2562
News Code: terr g:komchadluek g:agency g:paper g:nmg p:kcl v:paperl

Comment
Related