วันอาทิตย์ที่ 26 กันยายน พ.ศ.2564 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ปีหนูขี้โรค63 ไฟใต้เบาบาง

 29 ธ.ค. 2563 06:23 น. | หมวดหมู่ การเจรจาเพื่อสันติ
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

ผลพวงวิกฤตไวรัสหรือเวทีสันติสุข
จากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดระยะที่ผ่านมา ยังคงมีการก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าสถิติการก่อเหตุจะลดลงบ้างในห้วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่ายังคงมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่ต้องจับตามองและเฝ้าระวังของทางฝ่ายความมั่นคงอย่างเต็มที่
จนกระทั่งเข้าสู่ศักราชใหม่เมื่อต้นปี ที่ผ่านมาในพ.ศ.2563 และย่างเข้าสู่ ปีที่ 16 สถานการณ์ความไม่สงบที่ประชาชนในพื้นที่หวาดกลัวมาตลอด กลับถูกบดบังด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศไทยและทั่วโลก
ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่ายของทางภาครัฐ และหน่วยงานด้านความมั่นคง ต่างให้ความสำคัญในการหามาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของ เชื้อโควิด-19 รวมถึงประชาชนเองก็ตระหนักถึงอันตรายและให้ความร่วมกับทางภาครัฐเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาด ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ
แต่สำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว นอกจากได้รับ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสมรณะแล้ว หลายฝ่ายยังกังวลในเรื่องของเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่อีก
'บีอาร์เอ็น'หลีกทางโควิด
แต่ก็ดูเหมือนว่าประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้โชคร้ายนัก เมื่อกลุ่มขบวนการเอง โดยเฉพาะกลุ่มขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ BRN (Barisan Revolusi Nasional-BRN) เล็งถึงการระบาดของโควิด-19 จึงได้ออกคำแถลงการณ์ฝ่ายเดียว ที่ Geneva Call เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2563
โดยระบุในคำแถลงการณ์ หยุดกิจกรรมความเคลื่อนไหวทั้งหมดของกลุ่มลงชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติงานในช่วงที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่กำลังแพร่ระบาด
หลังจากแถลงการณ์นั้น สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ลดลงกว่าปีที่แล้วกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
สถานการณ์เช่นนี้ ความคิดเห็นจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม หลายท่าน ต่างมองว่า การออกแถลงการณ์ของฝ่าย BRN ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้สถานการณ์การก่อเหตุรุนแรงลดลง รวมถึงมองว่า ผลจากความต่อเนื่องของการพูดคุยสันติภาพสันติสุข ทั้งระดับในพื้นที่ และระดับการเจรจาพูดคุยที่มีทางมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก
แต่ฝ่ายความมั่นคงกลับมองว่า ฝ่ายขบวนการไม่สามารถที่จะ ก่อเหตุได้ เนื่องจากการล็อกดาวน์ปิดประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้กลุ่มขบวนการไม่สามารถเคลื่อนไหวก่อเหตุได้ อีกทั้งนโยบายด้านความมั่นคง ด้านการป้องกัน และการใช้กฎหมาย กำจัดเสรีของผู้ก่อเหตุได้
เหตุรุนแรงลด
นายรักชาติ สุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ มองสถานการณ์ที่ลดลงในขณะนี้ว่า ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับคณะพูดคุยสันติสุขด้วยของทั้ง 2 ฝ่าย ที่อาจมีข้อตกลงกัน และอีกประเด็นที่เราทิ้งไปไม่ได้ก็คือ BRN ลงนามฝ่ายเดียว จะไม่ ก่อเหตุในช่วงของสถานการณ์โควิด-19 มีส่วนมากที่ทำให้สถานการณ์ลดลง
จากที่ได้พูดคุยกับคนในพื้นที่ ชาวบ้านได้พูดติดตลกว่าช่วงเกิดโควิดไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอยากให้สถานการณ์ โควิดอยู่ไปเรื่อยๆ เพราะช่วงโควิดชาวบ้านแค่ป้องกันด้วยการ ใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือก็สามารถใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่มี ความกังวล
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์ชาวบ้านใช้ชีวิตตามปกติแบบนี้ ทางภาครัฐเอง ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือ ฝ่ายปกครอง ไม่ควรสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้นภายในพื้นที่ ในช่วงสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาได้ทราบข่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้ไปควบคุมตัวเด็กแขวนป้ายรำลึกตากใบที่บันนังสตา จ.ยะลา หรือล่าสุดที่ผ่านในสื่อว่า มีการเข้าไปจับตรวจค้นวัยรุ่นที่นั่งคุยกัน โดยใช้วาจาหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งตรงนี้เป็นการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้เกิดประเด็นและปัญหาในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เองโดยเฉพาะ กอ.รมน.มีการปรับตัวเป็นอย่างมาก และช่วยเหลือคนในพื้นที่อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงของสถานการณ์โควิด-19
แม้สถานการณ์จะลดลงก็ตาม การเปิดเวทีเจรจาพูดคุยถือเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องมีการพูดคุย เพราะหากมองว่าสถานการณ์ลดลงแล้ว การเจรจาไม่มีความจำเป็นแล้ว ก็จะตอบโจทย์ข้างหน้าไม่ได้ว่า จะมีเหตุการณ์กลับขึ้นมาอีก
แต่หากว่ายังคงเดินหน้าในการพูดคุย ทำข้อตกลง มีข้อยุติที่ชัดเจนจะทำให้คนในพื้นที่มีความมั่นใจยิ่งขึ้น
แม้ว่าในช่วงของสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงมีการระบาดใน ขณะนี้ โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียที่ยังมีการระบาดหนักและ ปิดประเทศอยู่ การเดินทางไปมาคงทำไม่ได้ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งในการพูดคุยสันติสุข
แต่ก็คงมีวิธีอื่นในการสื่อสาร โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ หรือ วิธีอื่นๆ ที่ทำให้ทีมพูดคุยมีการประสานอยู่ตลอดเวลา
ย้ำต้องพูดคุยสันติสุข
ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) มองว่าสถานการณ์เหตุการณ์ความ ไม่สงบที่ลดลงในปีนี้ เกิดจาก 2 ปัจจัย
ปัจจัยแรกคือความต่อเนื่องของการพูดคุยสันติภาพสันติสุข ที่ทางรัฐบาลพยายามผลักดันเป็นแนวทางของนโยบาย ที่เปิดพื้นที่ให้มี การพูดคุยให้กับฝ่ายที่เห็นต่างกับรัฐให้มาพูดคุยทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่ โดยในพื้นที่เองมีการตั้งคณะกรรมการ ประสานงานระดับพื้นที่ โดยมีทั้งภาคประชาสังคม จากกลุ่มต่างๆ มาร่วมเพื่อหาทางออก โดยสันติ ถือเป็นการสร้างบรรยากาศที่ดี สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี ในแง่ของการทำความเข้าใจกัน
ปัจจัยที่สองก็คือ นโยบายด้านความมั่นคง ในเรื่องของการควบคุม โดยทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง มีความเข้มแข็งในเรื่องของมาตรการ การควบคุม การป้องกัน การเฝ้าระวัง
ตรงนี้ถือเป็นมาตรการในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ไม่ให้ขยายตัวของความรุนแรงมากไปกว่านี้ ซึ่งถือเป็น 2 ปัจจัยหลักในการทำให้สถานการณ์เหตุความรุนแรงในพื้นที่ลดลง
ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น ถือว่าเป็นปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งมาเสริม เพราะทำให้สถานการณ์ความรุนแรงลดลงเป็นพิเศษ เนื่องจากเจตนาของฝ่ายขบวนการ ซ้ำภาระความเดือดร้อนให้กับประชาชนเลยประกาศฝ่ายเดียวในแง่ของการยุติก่อเหตุ โดยเฉพาะในช่วงล็อกดาวน์ 3 เดือนแรก สถิติลดลงเป็นอย่างมาก
แต่ถึงแม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลให้สถานการณ์เหตุความรุนแรงลดลงก็ตาม แต่ส่งผลให้การพูดคุยสันติภาพสันติสุขต้องหยุดชะงักถือเป็นปัญหาในขณะนี้ ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะลดลงการพูดคุยสันติสุขสันติภาพก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะถ้าหากว่าไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น เหตุการณ์ความไม่สงบจะลุกลามและขยายตัวขึ้นอีกหรือไม่
ทางที่ดีต้องดำเนินการเจรจาอย่างเต็มที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นหลักประกันความยั่งยืน
ม็อบป่วนรบ.อีกปมรุนแรงลด
ดร.ตายูดิน อุสมาน นักวิชาการด้านสันติภาพ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา กล่าวว่า มุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ลดลงในขณะนี้ มองว่าส่วนหนึ่งก็มาจากผลของการเจรจาสันติภาพระหว่างตัวแทนของทางภาครัฐและตัวแทนของผู้เห็นต่าง ทำให้เกิดมุมมองและการยอมรับ ทำให้เกิดการตอบสนองร่วมกันว่า ถ้าเหตุการณ์ลดลงก็จะมีการเจรจาไปเรื่อยๆ จนประสบความสำเร็จในวันหนึ่ง
แต่ถ้ายังคงมีเหตุการณ์อยู่แสดงว่าไม่ตอบรับและไม่เห็นด้วย ไม่สนองข้อตกลงที่เจรจากัน
ดังนั้น มองว่าเหตุการณ์ที่ลดลงก็มาจากการเจรจา และมีข้อตกลงบางอย่างระหว่างผู้เห็นต่างกับทางภาครัฐ หรืออาจะเป็นเพราะการเจรจาลับๆ ระหว่างกัน และผลของการเจรจาอาจจะทำให้สถานการณ์ลดลง
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่มองว่าเป็นสาเหตุทำให้สถานการณ์ลดลงก็คือ ยุทธศาสตร์ต่างๆ นโยบายต่างๆ ของทางภาครัฐ ที่ทำให้ผู้เห็นต่างได้เปลี่ยนมุมมองเปลี่ยนทัศนคติมาเห็นด้วย หันมาสนับสนุนกับทางภาครัฐในสิ่งที่ตนเองเห็นด้วย ทำให้สถานการณ์ลดลงได้
นอกจากนั้นยังมองเห็นถึงอีกสถานการณ์หนึ่ง ที่คิดว่ามีส่วนส่งผลให้สถานการณ์ลดลงก็คือ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ในเรื่องของการประท้วงขับไล่รัฐบาล
เมื่อส่วนกลางมีปัญหา ผู้เห็นต่างก็เฝ้ามองดูความชัดเจนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซะก่อน หากทางกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเข้ามาสร้างสถานการณ์ในช่วงนี้ อาจจะไม่ส่งผลกระทบเท่าไหร่นัก และไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร อาจจะต้องให้สถานการณ์ทางการเมืองนิ่งกว่านี้ เลยเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ลดลง
ชาวบ้านรู้สิทธิ์-เริ่มส่งเสียง
น.ส.ปาตีเมาะ เปาะอิแตดาโอะ นายกสมาคมผู้หญิงเพื่อสันติภาพ we peace มองอีกมุมหนึ่งว่า ทั้ง 2 ฝ่ายให้ความสำคัญกับพื้นที่มากขึ้น โดยเฉพาะ 16 ปีที่ผ่านมา เห็นถึงความเข้มแข็งของประชาชนในพื้นที่ ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้อง ส่งเสียง ว่าคนในพื้นที่ต้องการอะไร
ตรงนี้ไม่ใช่แค่เพียงภาครัฐอย่างเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็รับฟังเสียงของตนในพื้นที่
การที่ประชาชนรู้สิทธิ์ รู้หน้าที่ ของตนเองมากขึ้น และรู้ช่องทางในการแก้ปัญหาว่ามีอะไรบ้าง มีหน่วยงานใดบ้างที่ช่วยเหลือ จึงทำให้กระบวนการเหล่านี้นำไปสู่การใช้ช่องทางการช่วยเหลือในการแก้ปัญหาได้มากขึ้น
นอกจากนี้ การมีโต๊ะเจรจาพูดคุยสันติภาพสันติสุขถือเป็น ความหวังของประชาชน ความสงบสุขจะไม่เกิดขึ้น ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายใช้ความรุนแรงต่อกัน
ดังนั้น วิธีการที่จะก่อให้เกิดความสงบสุขก็คือการพูดคุยกัน
เพราะฉะนั้นกระบวนการพูดคุย ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลา แต่ก็มองว่าประเทศไทย ดำเนินการได้เร็วมากกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีความรุนแรง แล้วก็กระบวนการพูดคุยเหล่านี้จะนำไปสู่การมีข้อตกลง ร่วมกัน ในการที่จะวางอาวุธ และลดปริมาณการใช้ความรุนแรง อันนี้คือพัฒนาการในพื้นที่
เชื่อมั่นว่าคงใช้เวลาอีกไม่นาน เพราะในขณะนี้เองการใช้ความรุนแรง เริ่มลดลง คนในพื้นที่เริ่มลุกขึ้นมามีส่วนร่วมกันมากขึ้น
เพราะฉะนั้นทั้ง 2 ฝ่าย ต้องหารูปแบบในการยุติความรุนแรงอย่างรวดเร็ว
ทหารมองต่างมุม
พล.ต.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ เสธ.กองทัพภาคที่ 4 ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ 4 แสดงความเห็นว่า สถานการณ์เหตุความไม่สงบที่ลดลง ในช่วงนี้ มีหลายปัจจัย
ปัจจัยแรกก็คือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถือเป็นผลสืบเนื่องของอดีตท่านแม่ทัพภาค 4 พล.ท. พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ที่มุ่งเน้นในการ จัดชุด ชป.จรยุทธ์ เข้าไปควบคุมพื้นที่ และบังคับใช้กฎหมายถึง 768 ชุดปฏิบัติการ กำลังเหล่านี้ได้เข้าไปในหมู่บ้าน เข้าไปในพื้นที่ป่าเขา หมู่ บ้านเชิงเขา ทำให้สามารถจำกัดเสรีในการปฏิบัติของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงได้
ประการที่ 2 ก็คือ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย มองว่าส่วนหนึ่งมาจากพี่น้องประชาชนที่เริ่มเบื่อหน่ายกับการใช้ความรุนแรง
ตัวชี้วัดที่สำคัญก็คือผลจากการสำรวจทัศนคติของพี่น้องประชาชน นอกจากเรื่องของยาเสพติดแล้ว ในเรื่องของการใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่เห็นด้วย
เพราะฉะนั้นนโยบายของท่านแม่ทัพภาค 4 ในเรื่องของการแจ้งเบาะแส สามารถนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายของกลุ่มคนร้าย ในช่วงที่ผ่านมามากยิ่งขึ้น และที่สำคัญก็คือ แนวทางการปฏิบัติของ เจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอย่างระมัดระวัง และปฏิบัติจากเบาไปหาหนัก
คนร้ายทุกคนที่ทางเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายถูกตัวทุกคน ทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนไม่ถูกร้องเรียนมากนักถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญ และเป็นการเปิดศักราชใหม่ในการซื้อใจชาวบ้าน
ส่วนสถานการณ์ที่ลดลงในช่วงของการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 มองว่าส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกับกลุ่มขบวนการ
เพราะจากมาตรการล็อกดาวน์จากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ขาดเสรีในการที่จะหลบหนีไปซ่อนตัวยังประเทศเพื่อนบ้าน การก่อเหตุยากขึ้น
ถ้าดูจากสถิติเมื่อปีงบประมาณ 63 ลดลงจาก ปีงบประมาณ 62 ถึง 57 เปอร์เซ็นต์ การสูญเสียลดลงถึง 64 เปอร์เซ็นต์
แต่ถ้าถามว่าเหตุการณ์ลดลง ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่จริงแล้วองค์ประกอบของสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหลายปัจจัย
เพราะฉะนั้นที่มีบางฝ่ายที่พยายามจะออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิกกฎหมายพิเศษ อยากบอกว่าที่จริงแล้วต้นเหตุของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดจากอะไร มันเกิดจากที่คนใช้ความรุนแรง ซึ่งเราไม่สามารถใช้กฎหมายปกติได้ จึงจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายพิเศษ
ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ได้เกิดจากการใช้กฎหมายพิเศษ แต่เกิดจากการใช้ความรุนแรง
ทางเจ้าหน้าที่เองก็ใช้ความระมัดระวังในการใช้กฎหมายพิเศษ และปัจจุบันก็มีการลดพื้นที่การใช้กฎหมายพิเศษลงไปเรื่อยๆ มีการประกาศยกเลิกพื้นที่การใช้กฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในหลายพื้นที่ และในอนาคตก็จะมีการทยอยลดไปเรื่อยๆ
บรรยายใต้ภาพ
การออกแถลงการณ์ของฝ่าย BRN ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ส่งผลให้สถานการณ์การก่อเหตุรุนแรงลดลง รวมถึงมองว่า ผลจากความต่อเนื่องของการพูดคุยสันติภาพสันติสุข ทั้งระดับในพื้นที่ และระดับการเจรจาพูดคุยที่มีทางมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก

ที่มา: นสพ.ข่าวสด ฉบับวันที่ 30 ธ.ค. 2563 (กรอบบ่าย)
News Code: g:khaosod g:agency g:paper g:mati p:ksd v:paperl

Comment