วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

นักเฝ้ามองแห่งสายบุรี

 20 ส.ค. 2559 19:25 น. | อ่าน 1865
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      ปัจจุบันต้องยอมรับว่าโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เข้ามามีบทบาทอย่างฝังลึกลงในวิถีชีวิตคนไทยอย่างมาก ไม่ว่าคนในเมืองหรือในชนบท ทุกคนสามารถติดต่อสื่อสารและนำเสนอความเป็นตัวตนผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตราแกรม ที่เป็นเสมือนสื่อส่วนตัว และมีศักยภาพในทางการสื่อสารสู่สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ
      จากภาพผ่านสื่อทั่วไป ที่เราจะเห็นได้แค่ความรุนแรง ความสูญเสียของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่า “ชีวิตปกติ” ของผู้คนที่นั่นเป็นอย่างไร สายบุรีลุกเกอร์ เป็นหนึ่งในสื่อสังคม ที่โดดเด่นขึ้นมาในช่วงสามปีที่ผ่านมา ที่สื่อถึงชีวิตที่ ‘พยายามปกติ’ ของชาวมลายูมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ การอยู่ การกิน การสังสรรค์สรวลเสเฮฮา โดยการสร้างสรรค์และนำเสนอมิติทางวัฒนธรรมแบบใหม่ ในสังคมแบบพหุวัฒนธรรม ผ่านการจัดงานอีเว้นต์ งานแสดงศิลปะ คอนเสิร์ตดนตรีร่วมสมัย หรือแม้แต่การจัดสตรีทอาร์ต และแข่งขันเล่นเสก็ตบอร์ด ล้วนแล้วแต่เป็นภาพที่เราไม่เคยจินตนาการถึงสามจังหวัดชายแดนใต้ ในลักษณะนี้มาก่อนแน่ๆ
      กลุ่มนักเฝ้ามองแก่งสายบุรี หรือ Saiburi Looker ก่อตั้งขึ้นในปี 2556 โดยมีเป้าหมายเพื่อสานความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่เคยถูกบั่นทอนมาเป็นเวลากว่าสิบปี ให้มันกลับมาดีดังเดิม
      “การเสนอภาพว่า คนมลายู คือ “โจรใต้” ซ้ำๆ ในข่าว กลายเป็นว่าคนที่นี่ก็เชื่อแบบนั้นไปด้วย เพราะพวกเราก็เสพสื่อกระแสหลักเหมือนกัน ผู้คนคุยกันน้อยลง และหันไปคุยกับทีวี กับอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าหากนายสมศักดิ์ หันหน้ามาคุยกับนายมะแอ พวกเราก็จะเข้าใจกันมากขึ้น อคติต่อกันและกันน้อยลง” อานัส พงค์ประเสริฐ แกนนำกลุ่มสายบุรีลุคเกอร์ หนุ่มมลายูไฟแรงแห่งเมืองสาย กล่าว 

      ทางกลุ่มเริ่มต้นด้วยกิจกรรมวาดภาพเมืองเก่า โดยมีกิจกรรมให้นักศึกษาลงไปวาดรูปในชุมชนเมืองเก่า และตามด้วยกิจกรรม “คืนความสุขสายบุรี” โดยการจัดกิจกรรมย้อนยุคบริติช มาลายา ยุคบริติช มาลายา คือช่วงเวลาย้อนหลังไปกว่า 70 กว่าปีก่อนหน้านี้ ซึ่งชาวสามจังหวัด ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก แบบอังกฤษ ทั้งในแง่วิถีชีวิตแบบโมเดิร์น และแนวคิดประชาธิปไตยด้วย ในงานผู้ร่วมงาน แต่งกายแบบสมัยนิยมในขณะนั้น เช่น ถ้าเป็นชายก็นุ่งโสร่งกับเสื้อนอก ถ้าเป็นหญิงก็นิยมใส่ชุดบานง เหตุที่ทางกลุ่ม เลือกนำเสนอประวัติศาสตร์ของเมืองสายบุรี แทนที่จะเป็นประวัติศาสตร์ “ปาตานี” ที่เป็นกระแสแรงในพื้นที่ เพราะมองว่าประวัติศาสตร์ใกล้ตัว มีความจริงกว่าการพยายามโยงประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปถึง 300 ปี ซึ่งมีความห่างไกลจากความเป็นจริงในปัจจุบันจนเกินจะจับต้องได้ การจะทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้ว่า สายบุรีมีความรุ่งเรืองมากเพียงใดในอดีต รวมไปถึงสร้างความทรงจำที่งดงามให้กับพวกเขา ใช้ความผูกพันสลายความต่างทางอุดมการณ์และศาสนา เป็นพันธกิจที่ท้าทาย และมีคุณค่ามากกว่ายิ่งนัก

      นอกจากนี้ทางกลุ่มยังพยายามนำศิลปะและดนตรี ในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม เป็นสื่อกลางสร้างความเข้าใจ ให้กำลังใจ สร้างความรู้สึกแง่บวก จากแต่ก่อนที่คนในพื้นที่มองศิลปะและดนตรี ในแง่ลบ เป็นสิ่งมอมเมา ในมุมมองทางศาสนา หากทว่า ดนตรีและศิลปะ ก็มีเนื้อหาสาระ สามารถนำมาใช้ถ่ายทอดความคิดต่างๆ ได้ ภายใต้ขอบเขตของศาสนา
      ทางกลุ่มเลือกใช้ช่องทางการสื่อสารกับสังคมผ่านเพจเฟซบุ๊ค ซึ่งเป็นสื่อที่เข้าถึงตัวคน ทุกเพศทุกวัยในยุคนี้ ที่มีพฤติกรรมการเสพสื่อออนไลน์ จนแทบจะกลายเป็นสื่อกระแสหลักไปเสียแล้ว การเข้าไปเยี่ยมชมเพจสายบุรีลุกเกอร์ ทำให้หมอกมัวหม่นที่ปกคลุมสายตาเรา เวลามองภาพของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั่นสลายไป ภาพต่างๆ ที่ปรากฏในเฟซบุ๊คดูเผินๆ ก็เหมือนกับเพจต่างๆ ที่นำเสนอชีวิตคนในภูมิภาคอื่นๆ สื่อให้เห็นว่า พวกเขาก็มีชีวิตที่ปกติ เราได้เห็นชีวิตแง่มุมที่งดงามสดใส มีความหวัง ความใฝ่ฝัน กิจกรรมสร้างสรรค์ท้าทาย ในรูปแบบต่างๆ เป็นประกายความหวังแห่งสันติภาพ
      เข้าไปสัมผัสโลกโซเชียลของชาวปัตตานีกันได้ที่ https://www.facebook.com/saiburilooker/  อย่าลืมกดถูกใจ กดไลค์ กดแชร์ เผยแพร่ความหวังแห่งสันติภาพให้ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งโลกเสมือน หวังเพียงส่งผลสะเทือนภายในใจผู้คนที่จะนำสันติสุขกลับสู่โลกจริง…ได้อีกไม่นาน

แหล่งที่มาข้อมูล
1. https://www.facebook.com/saiburilooker/
2. http://prachatai.org/journal/2015/08/60959
3. http://lek-prapai.org/home/view.php?id=5008

Comment
Related