วันอาทิตย์ที่ 08 ธันวาคม พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

สันติสุข @ หมู่บ้านเจาะบากง จังหวัดนราธิวาส

 15 ส.ค. 2559 17:51 น. | อ่าน 2003
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      เสน่ห์ประการสำคัญ ที่ผู้คนทั่วไปได้รับทราบจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ การผสมผสานวัฒนธรรม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ซึ่งยังมีการผสมผสาน 3 วัฒนธรรม 2 ศาสนาหลัก คือ ศาสนาพุทธและศาสนาอิสลาม ส่งผลทำให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม ระหว่างกลุ่มชนพื้นเมืองและกลุ่มชนภายนอก บริเวณนี้จึงมีความหลากหลาย ทั้งทางด้านชาติพันธุ์และวัฒนธรรม แบ่งออกได้เป็น วัฒนธรรมศาสนาพุทธ วัฒนธรรมศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู วัฒนธรรมอิสลาม และวัฒนธรรมจีน โดยแต่ละวัฒนธรรม จะแสดงความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองออกมาอย่างชัดเจน ตามรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิต ด้านการประกอบอาชีพและการทำมาหากิน ที่อยู่อาศัยการแต่งกาย อาหาร ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีกรรม ศิลปะการแสดง การละเล่นพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น
      จากการผสมผสานทางวัฒนธรรมในลักษณะ 3 + 2 (3 จังหวัด 2 ศาสนา) จึงทำให้สามารถเห็นภาพความสมัครสมานสามัคคี ระหว่างพี่น้องใน 2 ศาสนา เป็นภาพที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในสังคม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในช่วง 12 ปี ที่เกิดเหตุการณ์การก่อความไม่สงบนั้น ภาพความสมัครสมานสามัคคีระหว่างพี่น้องใน 2 ศาสนาอาจจะพบเห็นได้ยากขึ้น
      อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆ นี้ ประชาชนชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส ที่ชื่อว่า “หมู่บ้านเจาะบากง” ในร่วมใจทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อบูรณะที่พักพระสงฆ์ สร้างความปลาบปลื้มให้ทุกฝ่าย ที่เข้าร่วมงาน เผยบรรยากาศแบบนี้หายไปกว่า 12 ปี นับแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

สะพานไม้ ณ หมู่บ้านเจาะบากง

      บ้านเจาะบากง นอกจากเป็นชุมชนตัวอย่างแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ระหว่างพี่น้องประชาชนทั้ง 2 ศาสนาแล้ว บ้านเจาะบากงแห่งนี้ ยังถือว่าเป็นชุมชน ที่เป็นเจ้าของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญอีกด้วย
      เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งนี้ ก็คือ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2524 หรือเมื่อ 35 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงงาน ณ บ้านเจาะบากง หมู่ 3 ตำบลปูโยะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส โดยมิได้นัดหมายให้ราษฎรในพื้นที่ทราบล่วงหน้าแต่อย่างใด ซึ่งขณะนั้นชาวบ้าน ที่มีชาวไทยพุทธและไทยมุสลิม กำลังทำนาอยู่ในพื้นที่ เมื่อได้ยินเสียงรถยนต์ของตำรวจทางหลวง นำขบวนเสด็จฯ ชาวบ้านในระแวกนั้น จึงวิ่งออกมารับเสด็จฯ ริมถนนเส้นทางเสด็จฯ รวมทั้งนายพร้อม จินนาบุตร ขณะนั้นมีอายุ 47 ปี (เสียชีวิตเมื่อปี 2555 ขณะอายุ 78 ปี) ได้นั่งและยกมือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ทอดพระเนตรลุงพร้อม และทรงรับสั่งให้รถยนต์พระที่นั่งฯ หยุด แล้วทรงตรัสถามลุงพร้อมว่า "ที่นี่ที่ไหน" ลุงพร้อมตอบว่า "หมู่บ้านเจาะบากง" และพระองค์ทรงตรัสว่า "หมู่บ้านดังกล่าว ไม่มีในแผนที่ มีแต่บ้านโคกกูโน และบ้านโคกกูยิ" ซึ่งหมู่บ้านทั้ง 2 แห่ง เป็นหมู่บ้านที่มีเขตติดต่อกับบ้านเจาะบากง และในระหว่างนั้นลุงพร้อม จึงได้เสนอขอพระราชทาน ให้มีการขุดคลองเชื่อมต่อคลองโต๊ะแดง หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จฯ ลงจากรยนต์พระที่นั่งฯ แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปที่สะพานไม้พร้อมกับลุงพร้อม เพื่อทอดพระเนตรสภาพพื้นที่ดังกล่าว ดังภาพที่ปรากฏในภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ขณะประทับอยู่บนสะพานกับลุงพร้อม

ร่วมใจทอดผ้าป่าสามัคคี ณ บ้านเจาะบากง
      จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เมื่อ 35 ปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างพี่น้องประชาชนชาวมุสลิมและชาวพุทธ ในหมู่บ้านเจาะบากงนั้น ...ภาพเหล่านั้นก็ยังมิได้หายไป

      เมื่อเดือน พ.ค.59 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พักสงฆ์แก้วศิริธรรม บ้านเจาะบากง ม.3 ต.ปูโยะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส มีประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธ ภายใต้การนำของนางเสาร์ ดำประเสริฐ และประชาชนที่นับถือศาสนาอิสลาม ภายใต้การนำของนายไซมิง มะ จำนวนกว่า 300 คน ได้หอบลูกจูงหลานมาร่วมกันเดินแห่ขบวนผ้าป่าสามัคคีด้วยแรงศรัทธาจากการบริจาคเงินของประชาชนทั้ง 2 ศาสนา เพื่อนำมาบูรณปฏิสังขรณ์ศาลา โรงเลี้ยง และกุฏิที่ชำรุดทรุดโทรม โดยมีนายปรีชา นวลน้อย นายอำเภอสุไหงโก-ลก และพระขจรวุฒิ เขมธัมโม เจ้าสำนักที่พักสงฆ์แก้วศิริธรรม คอยให้การต้อนรับ
      การที่ประชาชนทั้ง 2 ศาสนา ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน และได้ถือโอกาสพูดคุยถามถึงความเป็นอยู่ด้วยความห่วงใยจากใจจริง โดยทั้ง 2 ฝ่าย ได้แสดงออกทางแววตา สีหน้า และรอยยิ้มที่เห็นได้ชัดเจน และไม่ค่อยได้พบเห็นง่ายนัก ประการสำคัญ งานทอดผ้าป่าสามัคคีในครั้งนี้ถือได้ว่า เป็นบันไดก้าวแรกที่การันตีได้ว่า หมู่บ้านเจาะบากง จะกลายเป็นหมู่บ้านตัวอย่างแห่งแรกของ จ.นราธิวาส ที่ประชาชนชาวไทยพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกัน อย่างสันติสุข และให้การช่วยเหลือกิจกรรมซึ่งกันและกัน โดยที่ไม่มีเรื่องของศาสนามาสร้างความแตกแยกอีกต่อไป
แหล่งที่มาข้อมูล
1. http://pr.prd.go.th/nan/ewt_news.php?nid=2644&filename=index
2. http://www.io-pr.org/index.php?name=news&file=readnews&id=2460
3. https://www.gotoknow.org/posts/584499

Comment
Related