วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

ฮาลาบาลา “ป่าสิริกิติ์”

 08 ส.ค. 2559 17:10 น. | อ่าน 2311
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      ในกระแสความนิยมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เดินทางเที่ยวป่า เยี่ยมชมความงดงามของอุทยานแห่งชาติที่ต่างๆ ผู้คนส่วนใหญ่นิยมไปในที่ที่ใกล้กับกรุงเทพฯ เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ หรือขึ้นเหนือไปดอยอินทนนท์  หรือภูกระดึง แต่หนึ่งในความฝันของคนรักธรรมชาติหลายๆ คนอาจจะมีความฝันอยากจะไปเยือนสถานที่แห่งหนึ่งสักครั้ง  นั่นคือ ดินแดนป่าใต้สุดของด้ามขวานของไทย ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น อเมซอนแห่งอาเซียน นั่นคือ ป่าฮาลา-บาลา 
ถ้าพูดถึงป่าฮาลา-บาลา เราจะนึกถึงอะไร?
ป่าดิบชื้น...ความลึกลับ...นกเงือก...ใบไม้สีทอง ย่านดาโอ๊ะ
      คนทั่วไปรู้เกี่ยวกับป่านี้น้อยมาก แต่ถ้าได้ศึกษามีข้อมูลเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายทั้งในแง่ ความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหายาก คุณค่าทางการแพทย์ของพืชสมุนไพรต่างๆ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สังคมที่มีความเก่าแก่ยาวนาน 
      ‘ฮาลา’ คือ ผืนป่าในเขตอำเภอเบตง จังหวัดยะลา และอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ชื่อ ฮาลา หมายความถึง ทิศทางมุ่งไปสู่ เช่น ทิศทางน้ำ ทิศทางดิน ทิศทางลม   ส่วน  ‘บาลา’ คือ ผืนป่าอีกด้านในพื้นที่อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ชื่อ บาลา แปลว่า กลุ่มคน ทหาร หรือหน่วยอื่นๆ เมื่อรวมคำจาก ๒ ผืนป่ามารวมกัน ‘ฮาลา-บาลา’ จึงหมายถึง ทิศทางของการอพยพของคน หรือกลุ่มคน

      ในอดีตกลางป่าฮาลา อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่มีพื้นที่ราบประมาณ 300 ไร่ เคยเป็นแหล่งที่มีชุมชนอาศัยอยู่ ในตำนานเล่าขานกันว่า ชาวเมืองปัตตานีใช้เป็นทางติดต่อกับมาลายู ตั้งแต่สมัยพระเจ้าปราสาททอง สมัยกรุงศรีอยุธยา จนกระทั้งเกิดเป็นชุมชนกลางป่าถึง 3 ชุมชน และถือเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์มาก ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เชื่อกันว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีลักษณะรักอิสระเสรี ไม่ชอบการถูกควบคุมดูแลหรืออยู่ใต้ควบคุมชองชนชาติอื่น และกลุ่มชนเหล่านี้นับถือศาสนาอิสลามตามชาวเมืองปัตตานีในสมัยนั้น 
      ตั้งแต่อดีตที่ราบฮาลาได้รับการกล่าวขาน ในแง่ของความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเป็นแหล่งค้นพบของดาหลาขาวที่สวยงามยิ่งนัก นอกจากนี้ยังมีพรรณไม้เฉพาะถิ่นแถบคาบสมุทรมาลายู ซึ่งมักไม่พบในป่าดงดิบชื้นที่อื่นๆ เช่น ดาหลาขาว ดาหลาชมพู ดาหลาแดง ดาหลาขาวกลาย กาลันเตขาว สยาแดง ตะเคียนชันตาแมว ศรียะลา ขาวฮาลา ใบไม้สีทอง หมากบาลา สนสามพันปี สนพันปี มหาสดำ ว่านจุก ยี่โถ ปีนัง และปาล์มหางปลา นอกจากนี้ป่าฮาลา – บาลา ยังเป็นแหล่งอาหารของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็น พืชอาหาร ผลไม้ป่า เห็ด สมุนไพร แมลง สัตว์ป่า และเครื่องเทศ รวมทั้งเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับงานหัตถกรรมในชุมชนรอบๆ ป่า ฮาลา-บาลา ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2539 เป็นอาณาจักรพงไพรที่คุ้มภัยให้แก่สัตว์ป่าทั้งน้อยใหญ่มากกว่า 600 ชนิด รวมทั้งยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่รอการสำรวจค้นพบใหม่ ดังเช่น รายงานการค้นพบ ชะนีดำใหญ่ หรือเซียงมัง ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่พบเฉพาะในป่าแห่งนี้ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยของกระซู่  สัตว์ที่เคยคาดว่าได้สูญพันธุ์ไปจากป่าแห่งนี้ไปแล้ว ที่ยังพบร่องรอยอยู่ในป่าพื้นที่รอยต่อชายแดนไทยและมาเลเซีย
      เทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นต้นกำเนิดแม่น้ำน้อยใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชุมชนในภาคใต้ ตอนล่าง  เช่น  แม่น้ำบางนรา  แม่น้ำสายบุรี  แม่น้ำปัตตานี  แม่น้ำเทพา  คลองฮาลา  คลองโต๊ะโม๊ะ เป็นต้น  ด้วยตำแหน่งที่ตั้ง  และมีปริมาณน้ำฝนที่ตกเกือบตลอดทั้งปี  โดยมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 2,560 มิลลิเมตร และอุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส  ทำให้ป่าแห่งนี้ปกคลุมด้วยป่าดิบชื้นที่มีลักษณะพิเศษ  โดยพรรณไม้เกือบทั้งหมด จัดเป็นเขตพืชพรรณของมาเลเซีย  ซึ่งจะไม่พบในป่าแห่งอื่นของประเทศไทย  โครงสร้างป่าดิบชื้นที่สมบูรณ์แบบ ประกอบด้วยเรือนยอดหลายชั้นซ้อนทับกัน  มีไม้เด่นเป็นไม้ในวงศ์ยาง เช่น ต้นสยา ซึ่งต้นไม้ใหญ่ เป็นที่อาศัยทำรังที่สำคัญของเหล่านกเงือกหลากหลายชนิด  บางชนิดไม่พบอีกแล้วในผืนป่าแห่งอื่น ฮาลาบาลาจึงได้รับการขนานนานอีกอย่างหนึ่งว่า “บ้านของนกเงือก” ข้อมูลจากการวิจัยโดย ศ. ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ และคณะ พบว่า พื้นที่ป่าฮาลา-บาลาขนาด ทั้งหมด ๑,๕๙๑ ตร.กม. เป็นพื้นที่ถิ่นอาศัยของนกเงือก ๑,๐๑๗ ตร.กม. มีความหนาแน่นของประชากรนกเงือกมากที่สุดในประเทศไทย คือ ๔๐ ตัว/ตร.กม. มีนกเงือกหัวแรดเป็นนกเด่นในพื้นที่

และนามสุดท้าย นามอันทรงภูมิ ซึ่งเกิดจากความห่วงใยผืนป่าแห่งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ จึงเป็นที่มา ของป่าในพระนามาภิไธย หรือ “ป่าสิริกิติ์” ทรงมีพระราชเสาวนีย์ ให้ตำรวจตระเวนชายแดนช่วยกันดูแลคุ้มครองรักษาผืนป่าแห่งนี้ โดยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 445 กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 44 ค่ายพญาลิไท ในนาม ชุดพิทักษ์ป่าพระนามาภิไธย เป็นผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่ป่า และดูแลความปลอดภัย ให้ความช่วยเหลือกับประชาชน ที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบทั้งผืนป่า ลาดตระเวนทั้งบนบกและในน้ำ เพื่อป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย การก่อความไม่สงบในพื้นที่ ป้องกันและปราบปรามการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า หาของป่า ล่าสัตว์สงวน บุกรุกพื้นที่ป่า เพื่อให้ป่าฮาลา – บาลา ได้ทำหน้าที่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชนที่อาศัยอยู่รอบป่าและพื้นที่ข้างเคียงใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรักษาดูแลมรดกที่ธรรมชาติสร้างไว้ให้ ตลอดจนหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีให้ดำรงคงอยู่กับท้องถิ่นตลอดไป
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/narapong-sak
          http://paro6.dnp.go.th/Hornbill/hornbill1.htm
          http://www.biotec.or.th/TH/index.php/knowledge

Comment
Related