วันจันทร์ที่ 09 ธันวาคม พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

ประชารัฐสู่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

 30 ก.ค. 2559 17:37 น. | อ่าน 10760
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      ในการเดินทางตรวจเยี่ยมพื้นจังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศโครงการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ บนแนวนโยบายที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจแบบมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และเชื่อมโยงเศรษฐกิจของ จชต.เข้ากับภูมิภาคอาเซียนบนคาบสมุทรมลายู ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ที่มีจุดร่วมทางศาสนา ภาษา และศิลปะวัฒนธรรม กับประชากรส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หากโครงการดังกล่าว ถูกผลักดันให้เป็นตามแผนที่กำหนด ย่อมก่อให้เกิดผลดี ในทุกๆ มิติในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน อย่างมีนัยสำคัญ

ความเป็นมาโครงการ
      โครงการพัฒนาสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นโครงการที่เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อประมาณ 23 ปีที่แล้ว (ปี พ.ศ.2536) จากความเห็นชอบร่วมกันของผู้นำ 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank - ADB) ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการในการศึกษาความเป็นไปได้ ในการกำหนดกรอบความร่วมมือ ขอบเขตดำเนินงาน และสาขาความร่วมมือ สำหรับหลักความร่วมมือ เป็นการกำหนดบทบาทหน้าที่ ตามความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในอนุภูมิภาค การจัดสรรทรัพยากรและปัจจัยการผลิต ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพโดย “ภาคเอกชน มีบทบาทนำในการเสนอต่อภาครัฐเพื่อการอำนวยความสะดวก ทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและการปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อกระตุ้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค” การให้ภาคเอกชนของทั้ง 3 ประเทศ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ เป็นผู้นำทางการค้าและการลงทุน ในการนำไปสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและส่งเสริมให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจ ในระดับภูมิภาค โดยแสวงหาประโยชน์จากข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากความใกล้เคียง และคล้ายคลึงกัน ทางสภาพภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ศาสนา วัฒนธรรมประเพณีและภาษา โดยรัฐบาลของทั้ง 3 ประเทศ ได้ตกลงร่วมกัน ที่จะส่งเสริมบทบาทของเอกชน ในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ สนับสนุนในภาครัฐ ให้จัดสภาพแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะเอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และผลักดันให้โครงการ IMT-GT เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ เพื่อเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และได้กำหนดเป้าหมายหลักของโครงการไว้ 3 เป้าหมาย ได้แก่ (1) เพิ่มปริมาณการค้าและการลงทุน ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจสามฝ่าย (2) เพิ่มปริมาณการส่งออก จากพื้นที่เขตเศรษฐกิจสามฝ่ายไปยังตลาดทั่วโลก และ (3) ปรับปรุงความเป็นอยู่ของประชากรในพื้นที่เขตเศรษฐกิจสามฝ่าย และประชาชนโดยส่วนรวมของทั้ง 3 ประเทศ ให้ได้ดียิ่งขึ้น

5 + 4 + 2 พื้นที่แห่งความร่วมมือ


      พื้นที่ความร่วมมือ เมื่อเริ่มก่อตั้งประกอบด้วย 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส 4 รัฐของมาเลเซีย ได้แก่ ปีนัง เกดะห์ เประ ปะลิส และ 2 จังหวัดบนเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย ได้แก่ อาเจห์ และสุมาตราเหนือ ในปัจจุบันพื้นที่ความร่วมมือ IMT-GT ได้ขยายพื้นที่ครอบคลุมมากขึ้น โดยมีทั้งสิ้น 592,576 ตารางกิโลเมตร ประชากรรวม 69.5 ล้านคน ประกอบด้วย 14 จังหวัดภาคใต้ของไทย 10 จังหวัดของอินโดนีเซีย โดยเพิ่มสุมาตราตะวันตก สุมาตราใต้ เรียว เรียวไอแลนด์ จัมบี เบงกูลู บังกา-เบลิตุง และลัมปุง และ 8 รัฐของมาเลเซีย 8 รัฐ โดยเพิ่มกลันตัน สลังงอร์ มะละกา และเนกรีเซมบิลัน
      การกำหนดแนว พื้นที่การพัฒนาหลัก 5 แนวพื้นที่ภายใต้ความร่วมมือ IMT-GT ได้แก่ 1. แนวพื้นที่เศรษฐกิจ สงขลา-ปีนัง-เมดานและพื้นที่ต่อเนื่อง 2. แนวพื้นที่เศรษฐกิจคาบสมุทรมะละกา 3. แนวพื้นที่เศรษฐกิจบันดาอาเจห์-เมดาน-ดูไม-ปาเล็มบัง 4. แนวพื้นที่เศรษฐกิจ ดูไม-มะละกา และ 5. แนวพื้นที่เศรษฐกิจระนอง-ภูเก็ต-อาเจห์

6 ด้านของการพัฒนา

      โดยในขณะนั้นได้กำหนด กรอบความร่วมมือตามโครงการ IMT-GT มีทั้งสิ้น 6 ด้าน คือ 
(1)  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Development) หรือสะพานเศรษฐกิจ (Land bridge)
(2)  การค้าและการพัฒนาจุดแรกเริ่ม (Trade and In-situ Development) เช่น โครงการจัดตั้งตลาดกลางขาย ส่งสินค้า บริเวณชายแดน โครงการพัฒนาด่านศุลกากร เป็นต้น 
(3)  การดำเนินการเรื่องการตลาดเสรี และเขตโทรคมนาคมพิเศษ (Open Market Operations)
(4)  การพัฒนารายสาขา เน้นด้านการท่องเที่ยว (Sectoral Development as in Tourism Development) เช่น ขยายเวลาทำการของด่านศุลกากร เปิดน่านฟ้าเสรี เป็นต้น 
(5)  การพัฒนารายสาขา เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Cross-Sectoral such as Human Resource Development)
(6)  การพัฒนาพื้นที่นอกเขตเมือง และการค้าภายในพื้นที่ (Development of the Hinterlands and Intra-Trade)

ปัญหาของโครงการในช่วงเวลาที่ผ่านมา
      โครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ แม้จะเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2536 แต่การพัฒนาโครงการ เป็นไปอย่างเชี่องช้า ไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร ทั้งนี้เพราะรัฐบาล ไม่ได้ให้การสนับสนุนอย่างจริงจังและจริงใจ โครงการพัฒนาหลาย ๆ โครงการไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในท้องถิ่น จึงยังไม่เกิดประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง อีกทั้ง แนวคิดในการพัฒนาพื้นที่โครงการ IMT-GT เป็นโครงการใหม่ ที่ยังไม่มีแนวทาง และรูปแบบในการพัฒนาที่แน่ชัดและไม่สามารถนำแนวทาง ในการพัฒนาโครงการในพื้นที่อื่นๆ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม กับโครงการ IMT-GT ได้ แม้กระทั่งองค์กรของ ASEAN ก็มีลักษณะที่เอื้อต่อกิจกรรมของโครงการ IMT-GT บางประเภทเท่านั้น และที่สำคัญโครงการ IMT-GT ยังไม่มีหน่วยงานที่จัดเก็บข้อมูล เพื่อการพัฒนาโครงการ IMT-GT และติดตามผลการปฏิบัติงานของโครงการ  ทั้งนี้แนวความคิด ให้มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายของทั้ง 3 ประเทศดังกล่าว ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2536 เคยบูมติดต่อกันอยู่หลายปีก่อนที่จะชะลอ แล้วก็ถูกลืมไป หลังจากเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งระบาดไปในหลายประเทศ ปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้โครงการพัฒนาบางโครงการต้องหยุดชะงักลง เช่น โครงการสร้างสะพานที่อำเภอแว้ง และมีผลกระทบต่อการพัฒนา โครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้มาจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์รุนแรงที่สุด จนทำให้โครงการต้องหยุดชะงักลง  นอกจากนี้ การวิจัยยังพบว่าอุปสรรคต่อการพัฒนาการค้าชายแดน และการขนส่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากกฎระเบียบของแต่ละประเทศ ที่ไม่เท่าเทียมกัน ตลอดจนข้อตกลงต่าง ๆ ทำให้เอกชนไทย ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา การแข่งขันระหว่างท่าเรือสงขลา และท่าเรือปีนัง ซึ่งเป็นประตูการค้าที่สำคัญของภาคใต้ของไทยนั้น ท่าเรือสงขลาตกอยู่ในฝ่ายเสียเปรียบ

ประชารัฐสู่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจที่มั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน
      จากแนวคิดในการให้ “ภาคเอกชน” มีบทบาทนำโดย “ภาครัฐ” ให้การสนับสนุนในเรื่องต่างๆ นั้น จะเห็นได้ว่า จะตรงกับแนวคิดยุทธศาสตร์ “ประชารัฐ” ที่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้เป็นกลไกหลักกลไกหนึ่ง ในการปฏิรูปประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

      ภายใต้โครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ จชต. รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานตามแผนให้แล้วเสร็จภายใน ๕ ปี โดยกำหนดพื้นที่การพัฒนาเป็นเมืองต้นแบบ ๓ แห่ง คือ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี, อำเภอเบตง จังหวัดยะลา, และอำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ซึ่งแต่ละพื้นที่ มีแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่อิงกับฐานทรัพยากร และจุดแข็งของพื้นที่ตนเอง คือ กำหนดให้อำเภอหนองจิก เป็นพื้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตร วิสาหกิจชุมชน และการพัฒนาแหล่งพลังงานยั่งยืน ขณะที่อำเภอเบตง ซี่งมีภูมิประเทศที่งดงาม มีความสงบแทบจะไม่มีเหตุรุนแรง และมีภูมิศาสตร์ที่ตั้งใกล้กับปีนัง เมืองท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไอทีอิเลคโทรนิคส์ที่สำคัญของมาเลเซีย จะเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ธุรกิจบริการและการค้า อีกทั้งอำเภอเบตง ยังมีจุดแข็ง ที่มีโครงข่ายคมนาคมที่ดี อยู่ติดกับเส้นทางคมนาคมทางถนนเส้นทางหลักของมาเลเซีย และในปี ๒๕๖๑ สนามบินเบตง ก็จะเริ่มเปิดให้บริการ (การประกาศ ของ นรม. จะเริ่มเปิดในระดับมหภาคของการใช้มิติทางเศรษฐกิจ มาใช้ในการแก้ไขปัญหา 3 จชต. อย่างเป็นระบบ)

ความต่อเนื่อง คือ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
      จะเห็นได้ว่า แนวคิดโครงการและการเริ่มต้นโครงการ เมื่อปี พ.ศ.2536 ด้วยการให้เอกชนนำ และภาครัฐสนับสนุนนั้น เป็นแนวคิดที่ดี เป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามด้วยปัญหาอุปสรรคดังที่กล่าวไป บวกกับความไม่ชัดเจนในการนำไปสู่การปฏิบัติ อีกทั้งยังขาดความต่อเนื่อง จึงทำให้โครงการนี้ ไปสู่การสร้าง Impact ให้กับพื้นที่เป้าหมาย    
      การเปิดศักราชใหม่ของโครงการ ภายใต้การนำของรัฐบาลปัจจุบัน หากสามารถกำหนดแผนปฏิบัติการ ที่ชัดเจน และสร้างความต่อเนื่อง ให้เป็นไปตามแผนปฏิบัติการแล้ว การก้าวเดินสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์โดยใช้มิติทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้กับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้อย่างแน่นอน
(ที่มา: http://www.imt-gt.psu.ac.th/)

Comment
Related