วันอาทิตย์ที่ 08 ธันวาคม พ.ศ.2562 peaceMOVING FORWORD TO PEACE
logo

ใส่คำค้นที่ท่านต้องการค้น ในช่องสีฟ้าด้านล่าง

วัดชลธาราสิงเห ประวัติศาสตร์เขตแดนไทยที่ปลายด้ามขวาน

 25 มิ.ย. 2562 20:51 น. | อ่าน 1588
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      ปีพุทธศักราช 2441 อาณาจักรสยามอยู่ท่ามกลางบรรยากาศคุกรุ่นในยุคสมัยการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ที่รุมล้อมสยามมาแทบทุกด้านของเขตแดนขวานทอง รวมไปถึงดินแดนสุดปลายด้ามขวานที่มีเรื่องราวของการรักษาเขตแดนอธิปไตย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่า อังกฤษพยายามขยายอำนาจ และอิทธิพลเข้ามายังดินแดนประเทศราชมลายูของไทยอย่างไม่หยุดยั้ง และ อังกฤษคงจะพยายามยึดดินแดนบริเวณนี้ไปจนได้ในที่สุด ประกอบกับไทยมีความต้องการต่อรองให้ยกเลิกสนธิสัญญา พ.ศ.2440 ที่ทำให้ไทยเสียเปรียบจากสิทธิสภาพนอกอาณาเขต จึงเปิดการเจรจากับอังกฤษมาตั้งแต่ปี 2444 เป็นต้นมา
      จนกระทั่งในที่สุด ทั้งสองประเทศได้ลงนามในสนธิสัญญาไทย-อังกฤษ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2451 สนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้ไทยต้องเสียดินแดนประเทศราชมลายู 4 รัฐ ประกอบด้วย ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และ ปะลิส แต่ไทยสามารถยกเลิกสนธิสัญญา พ.ศ.2440 และ ผ่อนคลายสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้ และ ยุติการแทรกแซงจากมหาอำนาจตะวันตก โดยการเจรจา และ ปักปันเขตแดนครั้งนั้น เจ้าอาณานิคมอังกฤษพยายามจะรวมเมืองนราธิวาสไว้ในเขตมลายู หรือ เขตแดนประเทศมาเลเซีย ซึ่งอังกฤษได้อ้างการปักปันเขตแดนโดยใช้สันเขา และแม่น้ำเป็นแนวตามหลักสากล เข้ามาถึงบ้านปลักเล็กเลยจากวัดชลธาราสิงเห 25 กิโลเมตร ซึ่งเส้นแบ่งเขตรัฐกลันตัน กับประเทศไทยจะอยู่ที่ตำบลบ้านสะปอม ในเขตอำเภอเมือง และ อำเภอตากใบ ในปัจจุบัน
      แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลสยามจึงยกเอาพระพุทธศาสนา วัด และ ศิลปะในวัดเป็นเครื่องต่อรองการแบ่งปันเขตแดน โดยให้เหตุผลว่าวัดชลธาราสิงเหเป็นวัดไทยที่มีความสำคัญ เป็นมรดกทางพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอตากใบ มีอาคารสถานที่ และถาวรวัตถุเป็นแบบไทย ประชาชนนับถือศาสนาพุทธเป็นเวลาช้านาน ประกอบกับท้องที่อำเภอตากใบมีวัด ชาวพุทธอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงควรไม่รวมพื้นที่เหล่านี้ไปในเขตรัฐกลันตันที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม สุดท้ายอังกฤษยอมจำนนต่อเหตุผล และ ยอมรับให้เป็นจังหวัดนราธิวาสในประเทศไทยต่อไป ฝ่ายอังกฤษจึงยอมเลื่อนการปักปันเขตแดนถอยลงไปทางใต้จนถึงลำน้ำแม่น้ำโก-ลก ทำให้พื้นที่ทางตอนเหนือแม่น้ำตากใบของจังหวัดนราธิวาสอยู่ในการปกครองของราชอาณาจักรไทยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีผลให้ 4 อำเภอชายแดนไทย คือ อำเภอตากใบ, อำเภอแว้ง, อำเภอสุไหงปาดี, และ อำเภอสุไหงโก-ลก ไม่ต้องผนวกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย วัดชลธาราสิงเหจึงเป็นที่รู้จักในอีกนามหนึ่งว่า "วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย"
ประวัติศาสตร์วัด 7 แผ่นดิน

      ชาวบ้านตากใบที่เป็นคนเฒ่าคนแก่ยังจดจำภาพความประทับใจไม่รู้ลืม เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนวัดชลธาราสิงเห ถึงสองครั้งติดต่อกันคือ เมื่อปี พ.ศ. 2518 และ ปี พ.ศ. 2519 ทรงเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่งดงาม ต่อมาพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยก วัดชลธาราสิงเห ขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เป็นกรณีพิเศษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 ตั้งแต่วันที่ 22 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2543 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดชลธาราสิงเหเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 และได้ดำเนินการบรูณะปรับภูมิทัศน์โบราณสถานภายในวัดชลธาราสิงเหอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 มาจวบจนปัจจุบัน เพื่อรักษาโบราณสถานแห่งนี้ไว้เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมสืบไป
      ย้อนกลับไปรู้จักกับประวัติศาสตร์วัด 7 แผ่นดินแห่งนี้ วัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) ตั้งอยู่ที่บ้านท่าพรุ หมู่ที่ 3 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดตั้งอยู่บนเนินทรายระหว่างแม่น้ำตากใบและ พรุบางน้อย สร้างขึ้นราวปี พ.ศ.2403 โดยพระครูโอภาสพุทธคุณ (พุด) ในครั้งนั้นพระคุณโอภาสพุทธคุณได้เดินทางมาถึงบริเวณดังกล่าว เห็นว่า พื้นที่เป็นป่ากว้างว่างเปล่าไม่มีผู้คนอาศัย ที่ดินติดริมแม่น้ำตากใบมีทิวทัศน์สวยงาม และ เหมาะสมต่อการสร้างวัด พระคุณโอภาสพุทธคุณจึงขอที่ดินเพื่อสร้างวัดชลธาราสิงเหจากพระยา กลันตัน ตุวันสนิปากแดง ซึ่งภายหลังได้รับบรรดาศักดิ๋เป็น พระยาเดชานุชิตมหิศรายานุกูลวิบูลย์ภักดี จนกระทั่งขุนสมานธาตุวฤทธิ์ หรือ เปลี่ยน กาญจนรัตน์ นายอำเภอคนแรกของตากใบ ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดชลธาราสิงเห ในปี พ.ศ.2452 ซึ่งหมายถึง วัดที่ติดกับสายแม่น้ำ และ สิงเห ในที่นี้หมายถึงชื่อท่านพระครูโอภาสพุทธคุณ ผู้ซึ่งบุคคลทั่วไปต่างเกรงกลัวทั่วไปดั่งราชสีห์

      ในปี พ.ศ.2416 ท่านอาจารย์พุดได้สร้างพระอุโบสถโดยมอบให้พระไชยวัดเกาะสะท้อนเป็นช่างก่อสร้าง และ เขียนภาพในพระอุโบสถ พระธรรมวินัย (จุ้ย) และ ทิดมี ชาวสงขลาช่วยกันเขียนภาพในพระอุโบสถ ในกุฏิ สร้างพระประธานในพระอุโบสถ และ กำแพงแก้วล้อมรอบพระอุโบสถ เมื่อสร้างเสร็จจึงขอพระราชทานวิสุงคามสีมาในปี พ.ศ.2426 สมัยต่อมาวัดชลธาราสิงเห ได้รับการบูรณะ ปรับปรุง ซ่อมแซม และ ก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้น เช่น วิหาร กุฏิ ศาลา บ่อน้ำ หอระฆัง หอไตร ศาลาท่าน้ำ เป็นต้น

      ในบริเวณวัดชลธาราสิงเหจึงมีสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาศิลปะฝีมือแบบไทยปักษ์ใต้ เป็นจุดเด่น และ งดงามหลายชิ้น โบสถ์เก่าซึ่งสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเขียนโดยฝีมือพระภิกษุชาวสงขลางดงามมาก และ ถ่ายทอดรูปแบบชีวิตวัฒนธรรมความเป็น อยู่ท้องถิ่นปักษ์ใต้ไว้เด่นน่าสนใจเป็นพิเศษ มีวิหารพระพุทธไสยาสน์ หอพระนารายณ์ และ ที่มีความโดดเด่นงดงามมากอีกกลุ่มหนึ่งคือ กุฏิพระ 4 หลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกุฏิเจ้าอาวาสสร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่งดงาม ประดับไม้ฉลุลวดลายขนมปังขิง
การท่องเที่ยวโดยชุมชน กับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
      นอกจากศิลปะ และ วัฒนธรรมน่าสนใจแล้ว ภายในชุมชนท่องเที่ยววัดชลธาราสิงเห ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องด้วยวัดชลธาราสิงเห ติดต่อกับแม่น้ำตากใบทำให้มีสภาพแวดล้อม และ ธรรมชาติที่ร่มรื่น มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรชายฝั่ง และ มีวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิมที่น่าสนใจ วัดชลธารสิงเหจึงถือเป็นวัดที่มีความสำคัญ และ เป็นศูนย์กลางด้านภูมิทัศน์วัฒนธรรม และ สถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่น่าสนใจ ในแง่ของการอนุรักษ์ฟื้นฟู เพื่อสร้างจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และ สร้างคุณค่าการใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว

      โครงการวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชนบนรากฐานของภูมิทัศน์วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชุมชนวัดชลธาราสิงเห ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัยชาวบ้าน จึงเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ต้นทุนเดิมของพื้นที่ที่มีความน่าสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี อาคารบ้านเรือน สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่จะนำมาสร้างเป็นมูลค่าทางการท่องเที่ยวเพื่อทำให้เกิดเศรษฐกิจกับชุมชนได้ เพื่อให้ทราบถึง “ของดีบ้านฉัน” บนรากฐานภูมิทัศน์วัฒนธรรม และ สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของชุมชน รวมถึงศักยภาพการพัฒนาด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนในอนาคต โดยอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนได้สร้างองค์ความรู้ และ แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในด้านต่าง ๆ

      ปัจจุบัน วัดชลธาราสิงเหเป็นวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา และ เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอตากใบ ผู้สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ได้ในเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าเข้าชม ซึ่งนอกจากพิพิธภัณฑ์สถานวัดชลธาราสิงเหจะสะท้อนความเป็นประวัติศาสตร์ และ ความเป็นอยู่ของชาวไทยพุทธ และ มุสลิมแล้ว ยังมีกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมต่างๆ ให้ได้สัมผัส และ นำกลับไปเป็นของฝาก อาทิ ขนมคนที หัตถกรรมโบราณที่คนเฒ่าคนแก่ในพื้นที่ทำกัน ผ้าพื้นเมือง ลูกหยีกวน เป็นต้น

 

Comment
Related