ใช่ หรือ ไม่ที่ “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” เป็นตัวชี้วัดหลัก ในการชี้วัดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา จชต.

 30 ส.ค. 2560 11:03 น. | อ่าน 75
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      เมื่อพูดถึงการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คำแรกที่ได้ยิน คือ คำว่า “เหตุการณ์ความไม่สงบ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งสิ่งที่ถูกนำมาเป็นตัวชี้วัด ก็คือ “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” เมื่อจำนวนเหตุร้ายรายวันลดลงอย่างต่อเนื่อง หรือในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เราก็จะตั้งสมมุติฐานเหตุการณ์ความไม่สงบดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแนวโน้มที่ลดลง วันดีคืนดี ก็จะมีเหตุร้ายรายวันแบบสร้าง Impact สูงมาก เกิดขึ้น จนทั่วโลกต่างให้ความสนใจ อีกทั้งเป็นสร้างกระแสความรู้สึกสวนทางกับคำว่า “เหตุการณ์ดีขึ้น” ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์วางระเบิดบิ๊กซีปัตตานี เป็นต้น
      จากความเป็นไปดังที่กล่าวไปข้างต้น จึงทำให้ในช่วงเวลามากกว่าทศวรรษที่ผ่านมา การใช้ “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” เป็นตัวชี้วัดหลักตัวหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ เพื่อสะท้อนความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบในการแก้ไขปัญหา จชต. จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก ว่า “ใช่ หรือ ไม่ที่ตัวชี้วัดเหตุร้ายรายวันเป็นตัวชี้วัดหลัก ในการชี้วัดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา จชต.” จากหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นจาก นักวิชาการ อดีตผู้ที่เคยปฏิบัติงานในพื้นที่ และผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อยู่ ในปัจจุบัน
      อย่างไรก็ตาม เป็นการยากที่จะตอบคำถามข้างต้น วิธีการที่จะหาคำตอบได้ดีที่สุด ก็คือ การฟังข้อมูลจากรอบด้าน จากทุกกลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่มต่างมองในมุมของตนเอง ในมุมที่ตนเองเห็น ซึ่งแต่ละมุมมองต่างก็มีประโยชน์ทั้งสิ้น การนำแต่ละมุมมองมาเชื่อมโยง อาจจะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการใช้ประโยชน์จากตัวชี้วัด “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” ก็เป็นได้

มุมมองของนักวิชาการ : อะไรที่ทำให้ลด และต้องมองในเชิงคุณภาพด้วย

      นักวิชาการที่ทำงานวิจัย เกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิเช่น ดร.ศรีสมภพ แห่ง Deep South Watch ได้ให้ความเห็นไว้ว่า จำนวนเหตุร้ายรายวัน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเป็นพลวัตรอีกทั้งมีความซับซ้อน สะท้อนให้เห็น “ความยืดเยื้อเรื้อรังของความขัดแย้งที่มีชีวิต” 
      ดร.ศรีสมภพ ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับ “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” อาทิเช่น ปัจจัยที่มีผลต่อการเพิ่ม หรือ ลด ของ “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” มักจะเกิดขึ้นจากมาตรการของฝ่ายรัฐเป็นหลัก อาทิเช่น การเพิ่มกำลังลงในพื้นที่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ข้อสังเกตสำคัญอีกประการหนึ่งของ ดร.ศรีสมภพ ก็คือ จำนวนการสูญเสีย มิได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการลดลงของเหตุร้ายรายวัน หรือจำนวนเหตุร้ายลด แต่ผู้คนก็ยังคงรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่
      สิ่งที่น่าสนใจ อีกประการหนึ่ง ก็คือ การมอง “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” เฉพาะแต่เชิงปริมาณ แต่มิได้ให้ความสำคัญในมิติในเชิงคุณภาพ นั่นคือ จำนวนเหตุการณ์น้อยลง แต่ ระดับความรุนแรงในการก่อเหตุแต่ละครั้งเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยมากกว่า จำนวนเหตุร้ายมาก แต่ระดับความรุนแรงไม่มากนัก

มุมมองของผู้ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จชต. : ต้องแยกแยะ และเปรียบเทียบ

Image Credit : http://chrislema.com​

      
ในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งฝ่ายทหาร และพลเรือน ต่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละจังหวัดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้มีโอกาสไปปฏิบัติหน้าที่ ต่างก็ได้รับประสบการณ์ และความรู้ ในมิติต่างๆ ตามหน้าที่ที่ตนเองได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติ โดยประสบการณ์เกี่ยวกับเหตุร้ายรายวัน ถือว่าเป็นประสบการณ์ร่วมที่ทุกคนได้รับ แต่อาจจะมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่ตนเองไปปฏิบัติ
      มุมมองร่วมเกี่ยวกับตัวชี้วัด “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” ที่ท่านเหล่านี้เห็นตรงกัน มีด้วยกัน 2 มุมมอง นั่นคือ มุมมองแรก เป็นเรื่องของการแยกแยะให้ชัดเจนว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบ หรือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่สาเหตุจากการก่อความไม่สงบ เช่น อาชญากรรม เป็นต้น” การที่ไม่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจน ทำให้หลายๆ เหตุการณ์ที่ไม่ใช่เหตุร้ายรายวัน ถูกว่าว่าเป็นเหตุร้ายรายวัน...ทำให้ภาพสถานการณ์ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
      อีกมุมมองหนึ่ง ก็คือ “ต้องมีการเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ” ยกตัวอย่างเช่น อาจนำสถิติทางอาชญากรรมในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ มาเปรียบเทียบกับ สถิติเหตุร้ายรายวัน รวมไปถึง สถิติอาชญากรรม ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผู้มีประสบการณ์บางท่าน ได้กล่าวไว้ว่า ในบางพื้นที่ของประเทศ มีสถิติอาชญากรรมสูงกว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หากมีการเปรียบเทียบสถิติเหล่านี้ และประชาสัมพันธ์ให้สาธารณะชนรับทราบ ก็จะช่วยทำให้ความรู้สึกที่มีต่อ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในสายตาประชาชนนั้น ดีขึ้น กว่าการมุ่งนำเสนอแต่สถิติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงอย่างเดียว

มุมมองของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จชต. ในปัจจุบัน : จำนวนเหตุร้าย ไม่สัมพันธ์กับความรู้สึกปลอดภัย
      เจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านความมั่นคงบางท่าน ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้  ในปัจจุบัน ได้สังเกตความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ที่ตนเองได้มีโอกาสเข้าไปทำงาน พบว่า จำนวนเหตุร้ายรายวันในพื้นที่ ไม่ใคร่จะสอดคล้องกับความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่นั้น ยกตัวอย่างเช่น บางพื้นที่มีจำนวนเหตุร้ายรายวันสูง แต่ประชาชนในพื้นที่นั้น กลับมีความรู้สึกปลอดภัย ในขณะที่ในบางพื้นที่ มีจำนวนเหตุร้ายรายวันน้อยมาก หรืออาจจะไม่มีเลย แต่ประชาชนในพื้นที่กลับรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนัก
      เจ้าหน้าที่ฯ เหล่านี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเหตุร้ายรายวัน แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งชองชุมชน กล่าวคือ หากประชาชนในพื้นที่นั้น มีความสมัครสมานสามัคคี มีความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น ในรูปแบบของ “ชุมชนเข้มแข็ง” ดังนั้น “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” จึงไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว ที่จะสะท้อนความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยนี้ น่าจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญยิ่ง ที่จะวัดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่หนึ่งๆ

ความรู้สึกมั่นคง และปลอดภัย คือ ตัวชี้วัดในการวัดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา จชต.
      เมื่อนำสาระสำคัญของแต่ละมุมมอง เราจะได้มุมมองใหม่ เกี่ยวกับตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับเหตุร้ายรายวัน สรุปได้ดังนี้
1. มุมมองของนักวิชาการ: ต้องมองว่าอะไรคือตัวแปรต้น ของจำนวนเหตุร้ายรายวันคืออะไร และต้องมองทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ
2. มุมมองของผู้ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จชต. : ต้องแยกแยะเหตุร้ายรายวันว่าใช่ หรือ ไม่ใช่เหตุร้ายรายวัน และเปรียบเทียบสถิติเหตุการณ์ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ในแต่ละภูมิภาค ว่า มีความแตกต่างจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือไม่ อย่างไร
3. มุมมองของผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จชต. ในปัจจุบัน : ความรู้สึกปลอดภัยของประชาชนในแต่ละพื้นที่ของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มิได้แปรผันตรงกับ “จำนวนเหตุร้ายรายวัน” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่ หรือ แปรผัน กับ ตัวแปรอื่นๆ ด้วย เช่น ความเข้มแข็งของชุมชน
      เมื่อสาระสำคัญของมุมมองทั้ง 3 มุมมอง มาเขียนในลักษณะแผนภาพความสัมพันธ์ (Casual Relationship Diagram)  เราจะได้แผนภาพ ที่สามารถนำไปสร้างตัวชี้วัดใหม่ในการวัดความสำเร็จของการแก้ไขปัญหา จชต. เชิงพื้นที่ นั่นคือ “ความรู้สึกมั่นคง และปลอดภัย ของประชาชนในแต่ละพื้นที่”

      การวัดความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยนั้น จำเป็นจะต้องแยกเป็นพื้นที่ หรือเป็น Zone โดยความรู้สึกมั่นคง และปลอดภัย จะแปรผันกับ 1) จำนวนเหตุร้ายฯ ในพื้นที่นั้นๆ, 2) จำนวนอาชญากรรในพื้นที่นั้นๆ, และ 3) ระดับความเข้มแข็งของชุมชน โดยระดับความเข้มแข็งนี้ อาจจะวัดจากหลายๆ ตัวแปร ก็ได้ เมื่อได้ค่า “ความรู้สึกมั่นคง และปลอดภัย” ในพื้นที่ หรือ Zone ที่กำหนดแล้ว ก็ให้นำมาเปรียบเทียบกับ “ค่าความรู้สึกมั่นคง และปลอดภัย” ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันพื้นที่ หรือ Zone ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องการวัด ก็จะทำให้เห็นมุมมองอะไร ที่เป็นประโยชน์ในการชี้วัดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา จชต. ได้
      สิ่งที่วิเคราะห์ และสังเคราะห์ในบทความนี้ อาจจะใช่สิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ยังไม่มีใครสามารถตอบได้...ด้วยการศึกษา ค้นคว้า วิจัย ของผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ที่ะช่วยทดสอบว่า สมมุติฐานว่า “ความรู้สึกมั่นคง และปลอดภัย” ของประชาชนในพื้นที่ เป็นตัวชี้วัดที่จะสามารถชี้วัดความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา จชต. ได้…

Comment
Related