ความขัดแย้ง และ สันติภาพ

 28 ส.ค. 2560 15:30 น. | อ่าน 246
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      เมื่อเราย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เราจะเห็นได้ว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่คู่กับสังคมมนุษย์ เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ย่อมมองหาสิ่งที่ดีกว่าเสมอ...อย่างไรก็ตาม การมองหาสิ่งที่ดีกว่านั้น อาจจะนำมาซึ่งความได้เปรียบกับฝ่ายหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันกลับสร้างความเสียเปรียบให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง ความไม่เหมาะสมของความไม่เท่าเทียม หรือ ความยุติธรรม เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีกว่า นำไปสู่ความขัดแย้ง หากทั้งสองฝ่าย หรือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สามารถบริหารความขัดแย้ง ด้วยการแบ่งปันสิ่งที่ดีกว่าอย่างเหมาะสม เป็นที่พอใจต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว ความขัดแย้งนั้น ก็จะเป็นความขัดแย้งเชิงบวก นำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ดี ที่มีประโยชน์ ในทางตรงกันข้าม หากไม่สามารถบริหารความขัดแย้ง และระดับความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น ความขัดแย้งนั้น ก็จะก่อให้เกิดผลเชิงลบ เช่น ก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง จนอาจจะถึงขั้นรุนแรง นั่นคือ การรบราฆ่าฟันในขอบเขตที่จำกัด หรือ ขยายขอบเขตไปสู่สงครามขนาดใหญ่ เช่น สงครามโลก เลยทีเดียว…
      จากธรรมชาติของมนุษยชาติดังที่กล่าวข้างต้น มนุษยชาติส่วนหนึ่ง จะมุ่งค้นคว้าศึกษาหาหนทางในการบริหารความขัดแย้ง เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้อยู่ในสภาวะสมดุล ที่เราทุกคนเรียกมันว่า “สันติภาพ”

หลากหลายรูปแบบการศึกษา…เรื่องสันติภาพ
      การศึกษาเรื่องสันติภาพ ปรากฏในหลายหลายรูปแบบ เช่น งานวรรณกรรม งานวิจัย และกรณีศึกษา เป็นต้น ในส่วนของวรรณกรรม ก็มีหลากหลายมากมาย ที่โด่งดังในระดับ World Class ก็คือ งานวรรณกรรมที่มีชื่อว่า “สงคราม และ สันติภาพ หรือ War and Peace” บทประพันธ์โดย “ลีโอ ตอลสตอย” นักคิด นักประพันธ์ชาวรัสเซีย ซึ่งเขียนเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ ที่นำไปสู่ความขัดแย้ง การทำลายล้างและการหวนคืนสู่สันติภาพ ซึ่งมีพื้นฐานจากเหตุการณ์ ในรัสเซียสมัยสงครามนโบเลียน ช่วงคริสตศักราช 1805 – 1812 “สงคราม และ สันติภาพ” ถ่ายทอดค่านิยมและคตินิยมของผู้คน ตลอดจนสิ่งที่อยู่ก้นบึ้งในจิตใจของมนุษย์ทั้งด้านมืดและด้านสว่าง และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง สันติภาพกลับคืนมา ตัวละครที่เหลืออยู่ต่างก็มีชีวิตตามวิถีแห่งตน บางคนแสวงหาความสงบสุข แต่บางคนก็โลดแล่นไปตามทิศทางที่ตนตามที่ต้องการ การอ่าน สงครามและสันติภาพ จึงไม่ได้เป็นการอ่านงานวรรณกรรม ที่มีความงดงามในด้านวรรณศิลป์ แต่เป็นการทำความเข้าใจมนุษย์ เข้าใจชีวิต และเข้าใจโลก ไปพร้อมๆ กัน
      ในส่วนของกรณีศึกษา ก็มีมากมายเช่นเดียวกัน ซึ่งคงไม่สามารถบอกเล่าได้หมด แต่กรณีศึกษา (Case Studies) ที่ถือว่าเป็นระดับโลก ซึ่งถูกนำมาอ้างอิงในการศึกษา ค้นคว้า วิจัย เกี่ยวกับ “ความขัดแย้ง และ สันติภาพ” เป็นกรณีศึกษาที่จัดทำโดย สุดยอดนักวิชาการด้าน “สันติภาพศึกษา” เขาก็คือ โยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) โยฮัน เป็นนักสังคมวิทยา และนักคณิตศาสตร์ ชาวนอร์เวย์ เป็นผู้บัญญัติหลักการทางด้าน “กรณีศึกษาด้านสันติภาพ และความขัดแย้ง” และเป็นผู้ก่อตั้ง “สถาบันวิจัยสันติภาพ แห่งออสโล (The Peace Research Institute Oslo)” โดยสถาบันแห่งนี้ ได้จัดทำ “วารสารวิจัยด้านสันติภาพ (The Journal of Peace Research)  ผลงานในเชิงหลักการที่มีชื่อเสียงของ โยฮัน ได้แก่ โครงสร้างของความรุนแรง (Structural Violence) และ สันติภาพเชิงลบ และสันติภาพเชิงบวก (Negative VS Positive Peace)

สันติภาพ คืออะไร
      คำว่า “สันติภาพ” เป็นคำพูดที่ถูกพูดถึงบ่อยมาก เราได้ยินคำๆ นี้ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างไรก็ตามความหมายของคำว่า “สันติภาพ” ค่อนข้างเป็นนามธรรม ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่ จึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “สันติภาพ” ในบริบทที่หลากหลาย นำมาสู่ความคิด และการปฏิบัติ เพื่อนำมาสู่การสร้าง “สันติภาพ” ให้เกิดขึ้น
โยฮัน กัลตุง ได้อธิบายความหมายคำว่า “สันติภาพ” ไว้ดังนี้
      “สันติภาพ คือ การปราศจากภาวะความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงทางวัฒนธรรม และ สันติภาพ คือ การแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง ทีไม่ใช้ความรุนแรง และสร้างสรรค์”
      จากความหมายของคำว่า “สันติภาพ” ข้างต้น จะเห็นได้ว่า สภาวะของความเป็น “สันติภาพ” ปฏิเสธความรุนแรง 3 รูปแบบ นั่นคือ ความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงทางวัฒนธรรม แต่มิได้ปฏิเสธเรื่อง “ความขัดแย้ง” ในสังคม แต่ “ความขัดแย้ง” นั้น ต้องเป็น “ความขัดแย้ง” ที่ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ต้องเป็นความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
      ในธรรมชาติของมนุษย์นั้น “ความขัดแย้ง” เป็นเรื่องปกติ เพราะ “ความขัดแย้ง” นำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นของมนุษย์ ตราบใดที่มนุษย์สามารถบริหารความขัดแย้งได้ ความขัดแย้ง ก็จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์

สันติวัฒนธรรม หรือ วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ
      พระไพศาล วิสาโล พระสงฆ์ผู้เผยแผ่พุทธวิธีแนวคิด และกระบวนการพุทธสันติวิธี  ได้กล่าวไว้ว่า วัฒนธรรมของโลกมนุษย์ในปัจจุบัน ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของ “วัฒนธรรมแห่งความรุนแรง” สาเหตุสำคัญของความรุนแรงในสังคมโลก ก็คือ การยึดถือตัวตนว่าสูงกว่า ดีกว่าผู้อื่น การยึดถือในความคิดความเชื่อ หรือ ลัทธิอุดมการณ์ที่แตกต่าง ดังนั้นจึงมองว่า การใช้ความรุนแรงกว่าผู้ที่ด้อยกว่าตนเอง หรือคิดต่างจากตนเอง เป็นเรื่องชอบธรรม นอกจากนั้นความทะเยอทะยาน อยากได้ หรือ ตัณหาในรูปวัตถุนิยม และบริโภคนิยม ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความรุนแรง
      จะเห็นได้ว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง “พฤติกรรมแห่งความรุนแรง” ก็คือ “ความคิดความเชื่อ” ดังนั้นการสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่ตรงกันข้ามกับ “วัฒนธรรมแห่งความรุนแรง” ซึ่งก็คือ “วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ หรือ สันติวัฒนธรรม” นั้น ก็จะต้องเริ่มต้นที่การสร้าง “ความคิดความเชื่อ” ที่เกื้อกูลต่อการสร้าง “สันติภาพ”

การสร้างสันติวัฒนธรรม เพื่อแก้ไขปัญหา จชต.

Credit : www.isoc5.net
      จ
ริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสังคมใดๆ พื้นที่ไหน ของประเทศ หรือแม้กระทั่งสังคมอื่นๆ ในโลกนี้ ล้วนแล้วแต่ต้องการ “สันติวัฒนธรรม” ทั้งสิ้น เนื่องจากทุกๆ สังคมต้องการความคิดความเชื่อ ที่เกื้อกูลต่อการสร้างกระบวนการในการบริหารความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม การสร้างสันติวัฒนธรรมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีระดับความรุนแรงในแต่ละด้านที่สุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงโดยตรง ซึ่งทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จำนวนมาก ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงทางวัฒนธรรม
      ความคิดความเชื่อที่ปรับเปลี่ยนไป ตั้งแต่ระดับนโยบาย จนไปถึงระดับพื้นที่ นำไปสู่การสร้าง “สันติวัฒนธรรม” อย่างเป็นระบบ
      ในระดับนโยบาย ได้จัดตั้งคณะทำงานพูดคุยเพื่อสันติสุข เพื่อขับเคลื่อน “กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ” ซึ่งเริ่มต้นกระบวนการ ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2556 เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสันติวัฒนธรรมในระดับนโยบาย ซึ่งไม่มากก็น้อย มีผลต่อพฤติกรรมของผู้คิดต่างจากรัฐบาล ส่วนในระดับพื้นที่ ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบของ “ชุมชนเข้มแข็ง” มีการนำศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้าง “สันติวัฒนธรรม” อาทิเช่น โมเดล “กำปงตักวา ยุทธศาสตร์ชุมชนศรัทธา”
      การสร้างกลไกของ “สันติวัฒนธรรม” หรือ “สร้างกลไกในการบริหารความขัดแย้ง” โดยเฉพาะความ ขัดแย้งเชิงโครงสร้าง จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อของทุกกลุ่มทุกฝ่าย ให้อยู่ภายใต้บริบทของ  “สันติวัฒนธรรม” ซึ่งแน่นอนที่สุด คงไม่สามารถที่จะทำให้ทุกกลุ่มทุกฝ่าย มีความคิดความเชื่อ ที่เหมือนกันทุกอย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็น่าจะสร้างสภาวะ “แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง” ภายใต้ความขัดแย้ง อย่างสร้างสรรค์ก็จะช่วยให้เกิด “สันติสุข” ในระดับที่เป็นปกติ ในสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้
 

Comment
Related