จากเหนือสู่ใต้สุดแดนสยาม สตรีจากเมืองตากสู่ชีวิตจิตอาสาเพื่อตากใบ

 25 ส.ค. 2560 12:49 น. | อ่าน 51
Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Google+

      “การให้โอกาสเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด” นั่นคือ คำพูดของ ยูไนดา มะดือเร๊ะ ผู้หญิงเก่ง เจ้าของรางวัลสตรีดีเด่น ด้านส่งเสริมสันติภาพสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากบทบาทความตั้งใจในการช่วยเหลือสังคม การเป็นผู้พิพากษาศาลสมทบ และสตรีผู้ทำงานส่งเสริมสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ จากหญิงชาวจังหวัดตาก ที่ตัดสินใจแต่งงาน เปลี่ยนศาสนา และย้ายตามสามีมาอยู่ในพื้นที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส การได้เข้ามาอาศัยในพื้นที่แห่งนี้ เป็นเวลากว่า 24 ปีแล้ว ส่งผลให้ชีวิตของเธอนั้นปรับเปลี่ยนไปหลายด้าน สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ คือ การได้เห็นปัญหาต่างๆ รอบด้าน และเกิดจิตอาสาที่อยากจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้หมดไป
      “เดิมนี่เป็นคนจังหวัดตาก เจอกับสามีที่ไปเรียนที่กรุงเทพ รู้จักคบหากัน แต่งงานแล้วจึงย้ายมาอยู่ที่ตากใบแห่งนี้ จากเดิมเป็นคนไทยพุทธ ก็เปลี่ยนจากนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาอิสลาม ตอนที่มาอยู่แรกๆ มีความรู้สึกว่า มันไกลมาก ทั้งจากกรุงเทพหรือจังหวัดตาก ก็ถือว่าไกลหลายพันกิโล รู้สึกคิดถึงบ้าน เมื่อมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ แต่ใช้เวลาพอสมควรเรื่องภาษา เราไม่สามารถสื่อสารกับคนที่นี่ได้เลย เพราะที่นี่พูดภาษายาวี วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ทุกอย่างต้องเปลี่ยนหมดเลย ใช้เวลาในการปรับตัวพอสมควร แรกเริ่มที่มาอยู่ที่นี่ จำได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้ยากจนมาก ผู้ชายจะออกประมง ผู้หญิงก็ไม่มีงานทำ ทุกคนก็จะว่างงาน”

ผสานพลังกลุ่มแม่บ้านและเยาวชน

      ยูไนดา มองเห็นปัญหาความเป็นอยู่ของคนที่นี่ ซึ่งค่อนข้างยากจน และคิดว่าวิธีที่จะแก้ความยากจนได้ ก็คือ การต้องมีอาชีพ จึงได้ริเริ่มชักชวนให้เกิดการรวมตัวกัน ระหว่างแม่บ้านที่ไม่มีงานทำ มารวมกลุ่มร่วมกันคิดว่า ควรจะทำอะไร เพื่อที่จะทำให้ตัวเองมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงเป็นที่มาของการเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า เรียนปักผ้าคลุมผม นอกจากนั้นยังมองเห็นปัญหาของเยาวชน ที่ไม่มีงานทำ เตะฟุตบอล นอนศาลา ไปวันๆ อยู่ในห้วงของการหลงผิดในเรื่องของยาเสพติด จึงได้ดึงเอาเด็กเหล่านี้มาฝึกอาชีพ เพื่อให้มีรายได้ การพัฒนาชุมชนควรควบคู่ไปกับวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ความต้องการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชุมชน ทำให้ยูไนดามะดือเร๊ะ ได้ก่อตั้ง “วิสาหกิจชุมชนศูนย์ฝึกอาชีพญาดา” ต.ไพรวัน อ.ตากใบ ขึ้นมา โดยการนำศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น มาพัฒนาให้เป็นอาชีพ นั่นก็คือ การทำผ้าบาติก โดยกลุ่มเป้าหมายที่เธอให้ความสำคัญ คือ กลุ่มเยาวชนและกลุ่มแม่บ้าน
      จากการเริ่มต้นในปี พ.ศ.2539 วิสาหกิจชุมชนผ่านการล้มลุกคลุกคลานโดยไม่เลิกล้มความตั้งใจ ด้วยความมุ่งมั่นอยากเห็นชาวบ้านมีงานทำ มีรายได้เพิ่มขึ้น แรกเริ่มครูที่สอนทำผ้าบาติก ก็คือ ชาวบ้านที่ทำอยู่ในชุมชน มาฝึกให้สมาชิกเริ่มแรก 20 คน ที่เป็นน้องๆ เยาวชนผู้ชาย ซึ่งบางคนติดยาด้วยซ้ำ เมื่อเยาวชนทำผ้าบาติกแล้วก็ส่งต่อมายังแม่บ้านตัดเย็บ เป็นการทำงานร่วมกันได้ เนื่องจากยูไนดาเล็งเห็นว่า แม่บ้านเมื่อไม่มีรายได้ ความยากจนมีแน่นอน และมองไปถึงเด็กเยาวชนถ้าไม่มีงานทำติดยาแน่นอน จึงได้นำเอาสองกลุ่มนี้มาผนวกการทำงานร่วมกัน จากปี 2539 จนถึงปี 2545 กลุ่มได้เติบโตขึ้น ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น เป็นสินค้าโอท็อประดับห้าดาว โดนเด่นกว่าใครในจังหวัดนราธิวาส ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ สินค้าหลายๆ ตัวถูกส่งออกต่างประเทศ ทำให้คนรู้จักหมู่บ้านแห่งนี้เพิ่มขึ้นจากฝีมือของน้องๆ เยาวชน สำหรับสินค้าบาติก ได้ส่งขายทั่วประเทศ โดยมีลูกค้ารายใหญ่อยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี  พังงา ที่กรุงเทพฯ มีวางขายที่ร้านเจ๊เล้งดอนเมือง ตามแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง ตลาดซีคาด้าหัวหิน ก็มีร้านจำหน่ายของกลุ่มเอง และในส่วนสินค้าผ้าคลุมผม ผ้าละหมาด ส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมีการออกบู๊ทสินค้าตามงานแสดงสินค้าต่างๆ จนกระทั่งล่าสุดขายออนไลน์ที่หน้าเพจ “ญาดาบาติก” Facebook : YadaBatikNarathiwat

      เพราะคิดว่าสตรีทุกคนคือ ญาติพี่น้อง และเยาวชนทุกคนคือ ลูกหลานของเธอ จึงทำให้คุณยูไนดารู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ช่วยเหลือพวกเค้าเหล่านี้ ด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการให้และเธอสามารถทำทุกสิ่งออกมาได้อย่างเป็นรูปธรรมดังเช่นศูนย์ฝึกวิชาชีพแห่งนี้ เพราะเธอเชื่อว่า ความสุขของผู้ได้โอกาสเป็นแรงผลักดันของเธอในการทำงานเสมอมา จึงทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสตรีและเด็กกำพร้ามาโดยตลอด

ก้าวสู่การทำงานจิตอาสาเพื่อเด็กกำพร้าและหญิงหม้าย
      จนกระทั่งปี 2547 ซึ่งสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุขึ้น ยูไนดา มีโอกาสได้เรียนรู้และเห็นถึงความเดือดร้อนของเด็กกำพร้าและหญิงหม้าย โดยผู้ที่มีโอกาสมากกว่าในสังคมควรจะเข้าไปช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ ในฐานะที่ตัวเธอเองเป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดนราธิวาสและพื้นที่อื่นๆ จึงได้ริเริ่มทำงานรณรงค์ระดมความช่วยเหลือจากคนในสังคม เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในโครงการซับน้ำตาแด่น้องกำพร้า
      “เด็กเหล่านี้ ไม่ควรที่จะถูกสังคมทอดทิ้ง เราในฐานะที่อยู่ตรงนี้ และมีโอกาสที่จะช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็ควรที่จะหยิบยื่นโอกาสให้แก่เขาเหล่านั้น อย่างพี่น้องมุสลิมในกรุงเทพ มีหลายคนที่มีเงิน มีความสามารถที่จะช่วยเหลือเด็กกำพร้าเหล่านี้ได้ แต่เค้าไม่รู้ว่าตรงไหนบ้าง ที่มีเด็กกำพร้า เราก็จะเข้าไปหาพี่น้องมุสลิมที่อยู่ในกรุงเทพ เหล่านี้ ให้เค้ามาหยิบยื่นโอกาสเหล่านี้ให้เด็กกำพร้าในพื้นที่ ก็มีโครงการซับน้ำตาแด่น้องกำพร้าในพื้นที่ รายได้ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่าสองแสนบาท ทุกบาททุกสตางค์เราให้เด็กหมดเลย ก็จะระดมทุนจากไม่ว่าจะเป็นชมรมจักรยาน ชมรมลอตเตอรี่หรือชมรมที่ไหนที่ทำงานเพื่อสังคม ก็จะหยิบยื่นโอกาสเหล่านี้ เพียงแค่เราร้องบอกไปว่า เราอยากให้คนเหล่านี้มาช่วยเหลือเด็กกำพร้า ทุกคนยินดีที่จะมา หรือแม้ในจังหวัดปัตตานีเอง เรามองว่า ทุกคนมีความพร้อมอยู่ในตัวเอง แต่ไม่มีจิตสาธารณะที่จะทำอะไรเพื่อใคร มันก็ได้แค่คิด แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง เราน่าจะทำอะไร เพื่อสังคม เพื่อเด็กที่เค้าด้อยโอกาสกว่าเราบ้าง อย่างน้อยเป็นเฟืองๆ หนึ่ง ที่จะช่วยเหลือคนเหล่านี้ได้ เราก็น่าจะทำ”

บทบาทการเป็นผู้พิพากษาสมทบ

      การทำงานช่วยเหลือเด็กกำพร้าและสตรีหม้ายนี้เอง ทำให้คุณยูไนดา ได้มีโอกาสพบกับ คุณดิลก ศิริวัลลภ ล่ามภาษามลายูส่วนพระองค์ ซึ่งได้เห็นการทำงานของเธอ จึงชักชวนให้เธอลองสมัครเข้าสอบเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนราธิวาส ซึ่งยูไนดา ก็สามารถสอบผ่านและดำรงตำแหน่งหลายสมัย โดยมีบทบาทหน้าที่สำคัญยิ่งในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส เด็กๆ หลายๆ คนมีพ่อแม่ แต่ไม่มีโอกาสที่เด็กจะได้รับการถ่ายทอด หรือการอบรมสั่งสอนที่ดีจากพ่อแม่ผู้ปกครอง วิธีคิดของยูไนดาในฐานะ ที่เป็นผู้พิพากษาสมทบ คือ การให้โอกาสเด็กที่ผิดพลาดหลงผิดเหล่านี้ กลับตัวมาเป็นคนดีของสังคม ที่จะไม่เป็นภาระของสังคมต่อไป ปัจจุบันยูไนดา ยังทำหน้าที่ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวประจำศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดนราธิวาส และยังเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุ จัดรายการวิทยุเพื่อเผยแพร่ความรู้ในหัวข้อ “ข้อคิดดีๆ ในการใช้ชีวิตคู่ และวิธีประคองชีวิตคู่ให้มีความสุข” ให้ประชาชนได้รับทราบ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างศาลกับประชาชน ตลอดจนเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของศาลยุติธรรม ณ สถานีวิทยุกระจายเสียง ๙๑๒ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส

รางวัลแห่งชีวิตจิตอาสา
      ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ใช่ชาวมุสลิมโดยกำเนิด และไม่ได้เกิดบนแผ่นดินปลายด้ามขวานแห่งนี้ แต่ก็แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน คุณก็สามารถทำความดีช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ ไม่ว่าเค้าเหล่านั้นจะเป็นใครก็ตาม ความดีเหล่านี้นั่นเอง จึงทำให้เธอประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้าน ความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ของผู้หญิง คือ การได้มีโอกาสเข้าเฝ้า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่เธอได้นำพระราชดำรัสของพระองค์ มาใช้ในการทำงานและการดำเนินชีวิต
      “เมื่อปี 2545 ได้มีโอกาสถวายรายงานสมเด็จพระเทพฯ ที่งานของดีเมืองนราธิวาส ในวันนั้น ได้ถวายรายงานว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้ถวายกับพระองค์ท่านเป็นฝีมือของชาวบ้าน สินค้าเหล่านี้ สามารถที่จะผลิตและจำหน่ายให้กับประชาคมมุสลิมโลกให้รู้ว่า ที่นี่เป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานแล้วก็สามารถทำรายได้ ให้กับคนในพื้นที่เหล่านี้ด้วย พระองค์ท่านก็ดีใจ เพราะพระองค์ท่านจำได้ว่า พระองค์เคยเสด็จเมื่อพระองค์ท่านยังทรงพระเยาว์อยู่ หมู่บ้านแห่งนี้ยากจนมาก คนที่นี่ไม่มีอาชีพอื่นใด นอกจากผู้ชายที่มีอาชีพในการออกประมงเท่านั้น แต่วันนี้ สตรีและเยาวชนมีอาชีพเพิ่มขึ้นจากการก่อตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา ก็สามารถเป็นตัวช่วยทำให้ วิถีชีวิตของคนที่นี่ดีขึ้น พระองค์ท่านตรัสว่า ดีแล้วที่คนที่นี่มีงานทำ ที่นี่จะได้ไม่ยากจน พระองค์ท่านเคยตรัสอย่างนั้น แล้วก็สินค้าผ้าบาติกของเราส่วนหนึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ ส่งเข้าร้านภูฟ้า ของพระองค์ท่านด้วย”
      จากศาสนาหนึ่งมานับถืออีกศาสนาหนึ่ง แม้การสร้างการยอมรับของคนในพื้นที่จะยากแค่ไหน แต่เธอยังคงทำงานอย่างเสียสละ โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่เคยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของเธอ โดยมีความตั้งใจในการช่วยเหลือหลายๆ ชีวิตในพื้นที่แห่งนี้ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชาวบ้านหลายคนๆ เยาวชนหลายๆ คน ได้เติบโตกลายเป็นฟันเฟืองที่มีคุณภาพของสังคม เมื่อไหร่ที่เราสามารถพัฒนาคนได้ พัฒนาอาชีพได้ ย่อมเป็นเสี้ยวหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งที่ยูไนดาตั้งปณิธานไว้ คือ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็คิดที่จะทำงานเพื่อแผ่นดิน เพื่อจะพัฒนาคนที่นี่ ไม่ให้ถูกหลายๆ คนเอาเปรียบ โดยจะดูแลเด็กกำพร้าและหญิงหม้ายตลอดไป ปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถที่จะคลี่คลายลงได้ ถ้ามีคนเห็นปัญหาของคนอื่น เหมือนเห็นปัญหาของตนเอง และให้โอกาสผู้อื่นและตนเอง อย่างที่คุณยูไดนา มะดือเร๊ะ ได้ทำมาแล้วกว่า 20 ปี ด้วยความมุ่งมั่นเสียสละ และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ จนทำให้สตรีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถที่จะส่งเสียบุตรหลานให้เรียนในระดับสูงและกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง และทำให้เยาวชนที่หลงผิด กลับมามีที่ยืนในสังคมอีกครั้งหนึ่ง…

Comment
Related